bitkub-banner

ตำนานซาโตชิผู้สร้าง Bitcoin กำลังจะเป็นหนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้าง 2 พันล้านบาท

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • เรื่องราวของผู้สร้าง Bitcoin กำลังจะถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ แต่หนังจะไม่ได้มาเล่าประวัติศาสตร์น่าเบื่อ แต่จะสร้างเรื่องราวการตามล่าตัวตนของซาโตชิแทน
  • ประเด็นคือ ด้วยงบประมาณที่มีเพียง 70 ล้านดอลลาร์ ทีมผู้สร้างจึงไม่สามารถถ่ายทำในสถานที่จริงได้ พวกเขาจึงแก้ปัญหาด้วยการนำ AI มาผสานเพื่อทุ่นแรงและต้นทุน
  • ภาพยนตร์เรื่องนี้เตรียมเสนอขายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในสัปดาห์หน้า ซึ่งสอดรับกับกระแสโลกจริงที่สื่อใหญ่กำลังไล่ล่าตัวตนของซาโตชิอย่างหนัก

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่ Bitcoin: Killing Satoshi กำลังสร้างความฮือฮาในวงภาพยนตร์และคริปโต ด้วยพล็อตเรื่องแอคชั่นระทึกขวัญเกี่ยวกับการตามล่าหาตัว Satoshi Nakamoto เพื่อชิงขุมทรัพย์บิตคอยน์มหาศาล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เนื้อเรื่องคือกรรมวิธีการถ่ายทำ เนื่องจากทีมงานเผชิญปัญหาเงินทุนที่มีเพียง 70 ล้านดอลลาร์ พวกเขาจึงใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาสร้างฉากหลังและสภาพแวดล้อมจำลอง โดยโปรเจกต์นี้เตรียมถูกนำเสนอขายในเทศกาลภาพยนตร์คานส์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะอย่างยิ่ง ท่ามกลางกระแสการตามล่าหาตัวตนที่แท้จริงของซาโตชิในโลกความเป็นจริงที่กำลังร้อนแรง 

The Wrap สื่อบันเทิงจากต่างประเทศเพิ่งออกมาเผยความเคลื่อนไหวล่าสุดของโปรเจกต์หนัง “Bitcoin: Killing Satoshi” ว่าอาจมีการรื้อแนวทางหรือปรับเปลี่ยนแผนการสร้างครั้งใหญ่

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ได้ทำออกมาเป็นหนังชีวประวัติเล่าเรื่องชีวิตของ “ซาโตชิ นากาโมโตะ” ผู้สร้าง Bitcoin อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่จะหยิบเอาตำนานความลึกลับของเขามาเป็นแกนกลาง แล้วสร้างพล็อตแนวแอ็กชันขึ้นมาใหม่ ในธีมการตามล่ากระชากหน้ากากว่าแท้จริงแล้วใครคือ ซาโตชิมหาเศรษฐีผู้ถือครอง Bitcoin ไว้มากที่สุดในโลก

ผู้กำกับของเรื่องจะได้ Doug Liman ที่มีผลงานจากภาพยนตร์สายลับ “Bourne Identity” มาดูแล ประกอบด้วยทีมนักแสดงมากฝีมืออย่าง Casey Affleck, Gal Gadot และอื่นๆ ทว่า ทีมงานดูเหมือนว่ากำลังประสบปัญหาเรื่องเงินทุนอย่างหนักและต้องหันมาพึ่งพาการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในการถ่ายทำภาพยนตร์

โปรเจกต์ Bitcoin: Killing Satoshi ปัจจุบันมีงบประมาณอยู่ที่ 70 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,200 ล้านบาท) ซึ่งแม้จะฟังดูเป็นตัวเลขที่สูงสำหรับคนทั่วไป แต่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ถือว่า ยังห่างไกลจากทุนสร้างของหนังระดับบล็อกบัสเตอร์อยู่มาก

Ryan Kavanaugh โปรดิวเซอร์ของเรื่องออกมายอมรับตรงๆ ว่า หากเลือกที่จะถ่ายทำแบบดั้งเดิมทั้งหมด ทุนสร้างอาจพุ่งสูงไปถึง 300 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ทีมสร้างจึงตระหนักว่าการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนมหาศาลนี้ลงได้ 

จากแผนเดิมที่ต้องตระเวนถ่ายทำถึง 200 สถานที่ทั่วโลกท่ามกลางสภาพอากาศที่แตกต่างกัน ทีมสร้างได้ตัดสินใจเปลี่ยนแผนมาใช้โชว์รูมรถเก่าเป็นสตูดิโอหลัก พร้อมตั้งฉายาว่า The Gray Box โดยภายในตึกจะถูกห้อมล้อมไปด้วยฉากสีเทาทั้งหมด เพื่อใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาเนรมิตพื้นหลังและแสงสีขึ้นมาใหม่ ส่วนด้านการแสดงนั้นยังคงใช้คนจริงแสดงทั้งหมด โดยไม่มีการใช้ AI ดัดแปลงใบหน้าของนักแสดง

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด Bitcoin: Killing Satoshi เตรียมจะถูกนำไปเสนอขายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ในสัปดาห์หน้า ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ประจวบเหมาะอย่างยิ่ง เพราะประเด็นเรื่องใครคือซาโตชิ? กำลังกลับมาเป็นกระแสร้อนแรงอีกครั้งในสังคมออนไลน์

โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ระดับโลกอย่าง New York Times ได้ออกมาเปิดโปงและระบุชื่อของ Adam Back ซีอีโอของ Blockstream ว่าเขาคือ นักสร้างในตำนานคนนั้น แต่เจ้าตัวก็ได้รีบออกมาปฏิเสธทันควัน โดยระบุว่าหลักฐานที่ปรากฏเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น เช่นเดียวกับในปี 2024 ที่ทาง HBO เคยอ้างในสารคดีว่า Peter Todd คือซาโตชิ แต่เขาก็ยืนกรานปฏิเสธเช่นกัน

ท้ายที่สุดนี้ สงครามการตามล่าหาความจริงยังไม่จบลง เพราะยังมีสารคดีอีกเรื่องที่ชื่อว่า “Finding Satoshi” ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวในสัปดาห์หน้า โดยถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดที่จะกระชากหน้ากากผู้สร้าง Bitcoin ที่จนถึงปัจจุบันความลับอันยิ่งใหญ่นี้ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครไขออก

ที่มา : Decrypt


มุมมองผู้เขียน : การใช้เครื่องมือ AI เข้ามาช่วยทุ่นแรงและลดต้นทุนการผลิตไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไรในยุคสมัยนี้ แต่คำถามสำคัญเลยก็คือหากใช้ AI เข้ามาแล้วจะส่งผลอย่างไรต่อคุณภาพโดยรวมของชิ้นงาน ถ้าผลงานไฟนอลออกมาดีก็ถือว่ารอดตัว แต่ถ้าออกมาแย่จนถูกเทียบว่าเป็น AI Slop นั่นก็อาจกลายเป็นจุดด่างพร้อยที่ทำให้เรื่องราวในวงการคริปโตไม่ถูกหยิบยกไปดัดแปลงในสื่ออื่นอีกก็ได้