สรุปข่าว
- Henry Paulson อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียม “แผนสำรองฉุกเฉิน” สำหรับรับมือกับการล่มสลายของ demand ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเตือนว่าผลกระทบจะเข้าขั้น “วิกฤตหนัก”
- Paulson ชี้ว่าวิกฤตตลาดพันธบัตรจะแตกต่างและรุนแรงกว่าวิกฤตการเงินปี 2008 ที่เขาเคยรับมือ เนื่องจากครั้งนั้นรัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลังเพื่อรับมือ แต่หากเกิดวิกฤตหนี้สาธารณะขึ้นจริง Fed อาจกลายเป็นผู้ซื้อพันธบัตรรายเดียว ขณะที่ราคาพันธบัตรดิ่งและดอกเบี้ยพุ่ง
- หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ปัจจุบันทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว นักเศรษฐศาสตร์เตือน “ลูปนรก” ที่หนี้พุ่งกดดันให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งยิ่งเพิ่มภาระดอกเบี้ยและขยายการขาดดุลให้สูงขึ้นไปอีก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
ในระยะสั้นนี้ความกังวลด้านเศรษฐกิจมหภาคอาจกดดันราคาบรรดาสินทรัพย์เสี่ยง แต่หากวิกฤตพันธบัตรเกิดขึ้นจริง Bitcoin และทองคำอาจได้อานิสงส์เรื่องของเม็ดเงินทุนที่ไหลเข้ามาฐานะสินทรัพย์หลุมหลบภัยทางเลือก
Paulson ออกโรงเตือน เตรียมแผนฉุกเฉินก่อนสาย
Henry Paulson อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ผู้สถาปนา TARP มูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงวิกฤต 2008 ออกมาเตือนว่าตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอาจเผชิญวิกฤตร้ายแรงและเรียกร้องให้เตรียมสำรองฉุกเฉินไว้ให้พร้อมตั้งแต่ตอนนี้ โดยเขาให้สัมภาษณ์ใน Bloomberg Television’s Wall Street Week เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา
ทำไมเรื่องแดงถึงขั้นวิกฤติในมุมมองเขา?
Paulson เปรียบเทียบสถานการณ์กับวิกฤตการเงินปี 2008 ที่เขาเคยรับมือ และอธิบายว่าวิกฤตหนี้สาธารณะจะรับมือยากกว่ามาก เพราะในปี 2008 รัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอให้ดิ้นได้ แต่หากหนี้สาธารณะพุ่งสูงจนไม่สามารถออกพันธบัตรได้ ตลาดจะสูญเสียความเชื่อมั่น ต้นทุนการกู้ยืมพุ่ง และการออกหนี้เพิ่มเติมจะกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ณ กลางเดือนเมษายน 2026 อยู่ที่ประมาณ 38.9 ล้านล้านดอลลาร์ โดยอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP ใกล้ 100% และการขาดดุลในยามสงบไร้ซึ่งภาวะสงครามยังอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7% ของ GDP
ความท้าทายอีกด้านคือการขอความร่วมมือจากรัฐสภา Paulson ยอมรับตรงๆ ว่า “รัฐสภาไม่ชอบทำสิ่งที่ไม่เป็นที่นิยมจนกว่าจะมีวิกฤตเฉพาะหน้า” ซึ่งทำให้การเตรียมการล่วงหน้ายิ่งจำเป็น
ผลกระทบต่อตลาดคริปโตที่มีทั้งคนได้และคนเจ็บ
หากตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ มูลค่า 31 ล้านล้านดอลลาร์เกิดวิกฤตจริง อาจเกิดการสละเรือโดยนักลงทุนอาจหันมาถือ Bitcoin หรือทองคำ โดยเฉพาะหาก Fed ถูกบังคับให้จัดการกับหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นซึ่งจะกระตุ้นความกลัวเงินเฟ้อและบั่นทอนความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์
สถานการณ์ที่ Paulson เตือน ซึ่ง Fed ถูกบังคับให้จัดการกับหนี้ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่านั้นเป็นภาพใหญ่ในสเกลเดียวกับที่เคยผลักดันให้สถาบันการเงินหันมาสะสม Bitcoin ในช่วงปี 2020–2022
อย่างไรก็ตาม Stablecoin รายใหญ่อย่าง Tether ที่ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้นเป็นจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบในช่วงที่ตลาดพันธบัตรตึงเครียด ซึ่งอาจส่งแรงกระเพื่อมเข้าสู่ตลาดคริปโตได้ด้วย
คำเตือนจาก Paulson ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความน่ากังวลคือมันมาจากผู้ที่เคยอยู่ในสนามรบจริงในปี 2008 และเขารู้ดีว่าวิกฤตจะมาเมื่อไรไม่ได้ Paulson เองยังยอมรับว่า “ผมบอกไม่ได้ว่าจะชนกำแพงเมื่อไร แต่เมื่อชนแล้ว มันจะรุนแรงมาก ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์นั้น” นี่คือสัญญาณตลาดมหภาคที่นักลงทุนคริปโตควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากวิกฤตพันธบัตรเริ่มปรากฏชัด ตลาดคริปโตอาจเผชิญแรงขายระยะสั้นจากการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วไป แต่ในระยะกลางถึงยาว Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ไร้หลุมหลบภัยทางเลือกอาจกลายเป็นหนึ่งในทางหนีจากระบบที่กำลังสั่นคลอน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต
ที่มา: X, Bloomberg, CoinTelegraph, CoinMarketCap, TheStreet
