bitkub-banner

Dlicom เปิดตัวแอป SocialFi เน้นโปรดักต์ใช้งานจริง ผสาน Wallet และฟีเจอร์สำหรับ Creator ไว้ในที่เดียว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Dlicom แอปพลิเคชัน SocialFi บนเครือข่าย Base เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วทั้งบน iOS และ Android โดยชูจุดเด่นในการเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นการใช้งานจริงด้วยการผสานกระเป๋าเงิน Self-custody แบบ Multi-chain เข้ากับฟีเจอร์แชตที่เข้ารหัสอย่างปลอดภัย
  • โปรเจกต์นี้เลือกเดินเกมต่างจากคู่แข่งในตลาดด้วยการสร้างโปรดักต์ให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนเพื่อลบภาพจำของโปรเจกต์ SocialFi ทั่วไปที่มักจะขายฝันเรื่อง Token เป็นหลักโดยมีการรวมฟีเจอร์อย่างวิดีโอสั้น DliClips และระบบทิปสำหรับ Creator เอาไว้เบ็ดเสร็จในแอปเดียว
  • เหรียญประจำแพลตฟอร์มอย่าง DLI ถูกจำกัดอุปทานไว้สูงสุดที่ 355 ล้าน Token และทำหน้าที่เป็น Utility หลักสำหรับการจ่ายทิปการเข้าถึงเนื้อหา Premium และการ Staking ภายในระบบนิเวศโดยผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจาก Hacken เรียบร้อยแล้ว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

การเปิดตัวแอปพลิเคชันที่เน้นโปรดักต์และการใช้งานจริงถือเป็นพัฒนาการที่ดีสำหรับอุตสาหกรรม SocialFi แต่ข่าวนี้เป็นเพียงการอัปเดตความคืบหน้าของโปรเจกต์เดี่ยวซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องหรือทิศทางราคาของ Crypto ในภาพรวมของตลาดระดับมหภาค

วงการ SocialFi กำลังจะมีสีสันขึ้นอีกครั้งเมื่อ Dlicom ประกาศเปิดตัวแอปพลิเคชันบนเครือข่าย Base ที่พร้อมให้ดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้แล้วทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android โดยสิ่งที่ทำให้แอปนี้ดูน่าสนใจคือการยัดเอาฟีเจอร์สำคัญอย่างระบบแชตแบบเข้ารหัส กระเป๋าเงิน Self-custody แบบ Multi-chain ฟีดวิดีโอสั้นสไตล์ใหม่ที่เรียกว่า DliClips ระบบทิปเงินให้ Creator ไปจนถึงเบราว์เซอร์ Web3 มารวมจบไว้ในที่เดียว

ปัญหาของโปรเจกต์ SocialFi ส่วนใหญ่ในตลาดตอนนี้คือการขายฝันด้วยเอกสารโครงการสวยๆ แล้วเอา Token มาเป็นตัวชูโรงเพื่อดึงดูดเงินลงทุนโดยที่ยังไม่มีโปรดักต์ให้คนเข้าไปใช้งานจริง แต่ Dlicom เลือกที่จะเดินสวนทางด้วยการสร้างแอปให้เสร็จและใช้งานได้จริงก่อน จากนั้นค่อยเอา Token มาสวมทับเป็น Utility Layer เพื่อให้เกิดการใช้งานหมุนเวียนในระบบอย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิดของพวกเขาคือถ้าแพลตฟอร์มโซเชียลจะกลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจยุคใหม่ กระเป๋าเงิน หน้าฟีด และระบบสร้างรายได้ก็ควรจะอยู่รวมกันแบบไร้รอยต่อ

Mohammad Qadriah ผู้ก่อตั้งและประธานของ Dlicom ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าการเป็นเจ้าของข้อมูลบนโลกโซเชียลไม่ใช่แค่เรื่องของปรัชญาเท่ๆ แต่มันคือการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ผู้ใช้งานต้องเป็นคนถือ Key และควบคุมเงินด้วยตัวเองทั้งหมดไม่ใช่ปล่อยให้แพลตฟอร์มเก็บไว้ให้ ด้วยเหตุนี้ระบบ Wallet ของ Dlicom จึงถูกฝังรวมอยู่ในขั้นตอน Onboarding ตั้งแต่วันแรก ทำให้ตัวตนบน Wallet กลายเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีผู้ใช้ทันทีโดยไม่ต้องมานั่งกดเชื่อมต่อ dApps ภายนอกให้วุ่นวายทีหลัง

สำหรับใครที่เคยหงุดหงิดกับการต้องสลับแท็บเบราว์เซอร์ไปมาเพื่อกดยืนยันธุรกรรมบนมือถือ การมี Web3 Browser ฝังมาให้ในตัวพร้อมกับหน้าต่างส่งข้อความแชตแบบเข้ารหัสถือเป็นประสบการณ์ UX ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากๆ ในส่วนของการสร้างรายได้ แพลตฟอร์มก็เตรียมฟีเจอร์อย่างการทิปให้ Creator บนเชน EVM การเข้าถึงคอนเทนต์ระดับ Premium และเครื่องมือวัด Engagement เอาไว้พร้อมสรรพ

ถึงแม้ Dlicom จะเน้นขายโปรดักต์นำหน้า แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทิ้งเรื่องของ Tokenomics ไปเลย เหรียญ DLI ถูกกำหนดอุปทานสูงสุดเอาไว้ตายตัวที่ 355 ล้าน Token โดยมุ่งเน้นให้เกิดการใช้งานจริงบนแพลตฟอร์มมากกว่าการเก็งกำไรฉาบฉวย ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายเพื่อสมัครสมาชิก การจ่ายทิป หรือการ Staking ภายในระบบนิเวศ แถมตัว Smart Contract ยังผ่านการตรวจสอบจาก Hacken มาแล้วเรียบร้อย

สิ่งที่น่าจับตามองต่อจากนี้คือการวัดใจผู้ใช้งานว่าพวกเขาอยากจะรวมพฤติกรรมการแชต การดูคอนเทนต์ และการจัดการ Wallet เอาไว้ในแอปเดียวมากพอที่จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันได้หรือไม่ แต่อย่างน้อย Dlicom ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาลงมือทำโปรดักต์ออกมาให้จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่การวาดฝันเรื่องอนาคตของอินเทอร์เน็ตบนหน้ากระดาษเหมือนโปรเจกต์อื่นๆ

สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรเจกต์ ได้ที่


มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่า Dlicom มาถูกทางแล้วครับสำหรับการทำโปรเจกต์ Web3 ในยุคนี้ การเอาโปรดักต์นำหน้าแล้วค่อยเอา Token มาเสริมทีหลังคือวิธีที่จะช่วยกรองนักเก็งกำไรออกไปและดึงดูดผู้ใช้งานจริงเข้ามาได้ดีที่สุด การผสาน Wallet เข้าไปในตัวแอปเลยช่วยลดความยุ่งยากในการดึงคนนอกวงการเข้ามาใช้งานได้มหาศาล ถ้าพวกเขาสามารถดึงดูด Creator เก่งๆ เข้ามาสร้างคอนเทนต์วิดีโอสั้นใน DliClips ได้เยอะ แพลตฟอร์มนี้ก็มีโอกาสที่จะกลายมาเป็น SocialFi ที่ติดตลาดและมีการใช้งานจริงได้อย่างยั่งยืนครับ