สรุปข่าว
- กระแสข่าวลือหนาหูเริ่มแพร่สะพัดในโลกออนไลน์เมื่อเพจแฉชื่อดังระดับประเทศได้ออกมาทิ้งระเบิดลูกใหญ่ว่ากำลังจะมีผู้บริหารระดับสูงจากแพลตฟอร์ม Exchange แห่งหนึ่งประสบปัญหาจากการรับฝากเงินลงทุนเพื่อนำไปบริหารจัดการในรูปแบบของกองทุนส่วนตัว
- เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลเนื่องจากในอดีตเคยมีบทเรียนราคาแพงระดับโลกมาแล้วมากมายอย่างเช่นกรณีการล่มสลายของกระดานเทรด FTX หรือแม้แต่วิกฤตการณ์แพลตฟอร์ม Mt Gox ที่สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับนักลงทุนทั่วโลก
- สำหรับในประเทศไทยเองก็เพิ่งบอบช้ำจากเหตุการณ์หลอกลวงครั้งใหญ่ไปไม่นานนักไม่ว่าจะเป็นกรณีอดีตผู้บริหารกองทุนจากหน่วยงานลงทุนชื่อดัง หรือคดีของสามีดาราที่ระดมทุนลวงนักลงทุนจนสูญเงินระดับพันล้านบาทรวมถึงวิกฤตของแพลตฟอร์ม Zipmex ที่ยังคงเป็นบาดแผลฝังลึกในใจนักเทรดชาวไทย
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การก่อตัวของข่าวลือระดับนี้มักจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนและอาจนำไปสู่ภาวะ Panic Withdraw หรือการแห่ถอนเงินออกจาก Exchange เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งสภาวะขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงนี้มักจะกดดันให้บรรยากาศการลงทุนใน Crypto ซบเซาลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กลิ่นทะแม่งๆ เริ่มโชยแตะจมูกนักลงทุนชาวไทยอีกครั้ง เมื่อจู่ๆ ก็มีข้อความปริศนาที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ถูกทิ้งลงกลางโซเชียลมีเดีย ต้นตอของข่าวลือที่ทำเอาหลายคนถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้มาจากกูรูและบุคคลวงในระดับประเทศอย่าง ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “อาจารย์เอ็ม” ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์ม DeFi ระดับแนวหน้าของไทยอย่าง FWX และอาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยอาจารย์เอ็มได้โพสต์ข้อความแจ้งเตือนผ่านหน้าเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว (https://www.facebook.com/udomsak.em) ด้วยประโยคสั้นๆ แต่ทำเอาเสียวสันหลังวาบว่า
“เหมือนจะมีคนดัง ระดับบน จาก Exchange เจ้านึง รับฝากเงินทำกองทุน แล้วน่าจะมีปัญหา ผู้เสียหายจำนวนมาก ยังไงช่วงนี้เช็คๆ กันดีๆ ครับ”

ประโยคคำใบ้ที่ระบุถึง “คนดังระดับบนจาก Exchange” และ “รับฝากเงินทำกองทุน” ปลุกให้ฝันร้ายในอดีตของวงการ Crypto กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง เพราะหากเราพลิกหน้าประวัติศาสตร์ระดับโลก ความพินาศมูลค่ามหาศาลมักจะเกิดจากการที่คนระดับบริหารนำเงินของลูกค้าไปหมุนเวียนในรูปแบบกองทุนส่วนตัวเสมอ
บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดคงหนีไม่พ้นการล่มสลายของ FTX ที่อดีต CEO อย่าง Sam Bankman-Fried แอบโยกเงินฝากของลูกค้าไปให้กองทุนคู่ขนานอย่าง Alameda Research นำไปเทรดซิ่งจนขาดทุนย่อยยับ หรือวิกฤตของ Celsius Network ที่ผู้บริหารหลอกล่อให้คนนำเงินมาฝากกินดอกเบี้ย แต่กลับนำสินทรัพย์เหล่านั้นไปเสี่ยงลงทุนในโปรโตคอลความเสี่ยงสูงจนขาดสภาพคล่องและต้องประกาศล้มละลาย ทิ้งให้ผู้ใช้งานหลายแสนคนต้องสูญเงินเก็บทั้งชีวิต
และเมื่อมองย้อนกลับมาที่บาดแผลในประเทศไทย วิกฤตความเชื่อมั่นก็เคยสร้างความบอบช้ำอย่างแสนสาหัสมาแล้ว วิกฤตการณ์ของ Zipmex ถือเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของการนำสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าในโปรแกรมรับฝากเงิน (ZipUp+) ไปแสวงหาผลตอบแทนกับแพลตฟอร์มคู่ค้าต่างประเทศอย่าง Babel Finance และ Celsius จนสุดท้ายเมื่อพาร์ทเนอร์ล้มละลาย สภาพคล่องก็ขาดสะบั้น นำไปสู่การระงับการถอนเงินที่สร้างความเสียหายระดับพันล้านบาทให้กับนักลงทุนชาวไทย
หรือหากย้อนไปในคดีหลอกระดมทุน เราก็เคยมีคดีดังอย่าง P Miner Cryptocurrency ที่ใช้ภาพลักษณ์หรูหราสร้างโปรไฟล์ที่ดูน่าเชื่อถือเพื่อหลอกระดมทุนจากประชาชน โดยอ้างว่าจะนำเงินไปบริหารจัดการลงทุนในเครื่องขุด Crypto และเทรดทำกำไร แต่ท้ายที่สุดก็วงแตกและกลายเป็นแชร์ลูกโซ่ที่ทิ้งผู้เสียหายไว้เบื้องหลังนับพันราย
รูปแบบของหายนะเหล่านี้มักจะเริ่มต้นด้วยแพทเทิร์นเดียวกันเสมอ นั่นคือการใช้ความน่าเชื่อถือจาก “หัวโขน” ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง การเป็นคนดังในวงการ หรือการมีเครือข่ายสังคมชั้นสูง มาเป็นหน้าฉากเพื่อสร้างความไว้วางใจ เมื่อนักลงทุนเห็นโปรไฟล์ระดับผู้บริหาร Exchange ก็ย่อมเชื่อมั่นและพร้อมที่จะมอบเงินก้อนโตให้ไปบริหารจัดการ แต่ในโลกการลงทุนที่ผันผวนอย่างรุนแรง เมื่อการตัดสินใจพลาด การใช้ Leverage ที่เกินตัว หรือความโลภเข้าครอบงำ ผู้ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงและความเสียหายทั้งหมดก็คือนักลงทุนที่นำเงินไปฝากไว้โดยไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง
การออกมาส่งสัญญาณเตือนจากบุคคลที่คลุกคลีกับอุตสาหกรรมอย่างอาจารย์เอ็ม จึงเป็นเรื่องที่ชาว Crypto ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด
หากข่าวลือนี้เป็นความจริงและมี Exchange เข้ามาพัวพัน ไม่ว่าจะเป็นในนามส่วนตัวของผู้บริหารหรือในนามบริษัท มันอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับวงการการลงทุนดิจิทัลของไทยอีกครั้ง
ในช่วงเวลาที่กระแสลมเริ่มเปลี่ยนทิศแบบนี้ สิ่งที่ดีที่สุดคือนักลงทุนต้องตื่นตัว ตรวจสอบสินทรัพย์ที่ฝากไว้กับบุคคลที่สาม และท่องกฎเหล็กของวงการเอาไว้เสมอว่า “Not your keys, not your coins” เพราะในยามที่เกิดวิกฤตหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่มีโปรไฟล์ความน่าเชื่อถือใดที่จะปกป้องเงินของคุณได้ดีเท่ากับการเก็บรักษา Wallet ด้วยตัวเอง
ที่มา: Facebook
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าข่าวลือนี้เป็นบททดสอบความตื่นตัวของนักลงทุนไทยอีกครั้งครับ ในโลกคริปโต การยึดติดกับโปรไฟล์หรูหราหรือตำแหน่งระดับบริหารนั้นอันตรายมาก เพราะประวัติศาสตร์สอนเราเสมอว่าความเสียหายหนักๆ มักเกิดจากความไว้ใจตัวบุคคลมากกว่าความผิดพลาดของระบบเทคโนโลยี ช่วงนี้ใครที่เอาเงินไปฝากให้คนอื่นเทรดหรือบริหารจัดการแทน คงต้องรีบกลับไปเช็กสถานะพอร์ตตัวเองด่วนๆ ก่อนที่จะกลายเป็นผู้เสียหายในมหากาพย์รอบใหม่ครับ
