สรุปข่าว
- มีการประเมินว่าหาก FTX ไม่ล้มละลายและไม่ต้องถูกบังคับขายสินทรัพย์ พอร์ตการลงทุนของพวกเขาในปัจจุบันจะมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.14 แสนล้านดอลลาร์
- SBF เลือกลงทุนในโปรเจกต์ระดับโลกตั้งแต่ยังไม่มีคนรู้จัก เช่น Anthropic, Solana, SpaceX และที่โดดเด่นที่สุดคือ Cursor ที่ทำกำไรหมื่นเท่า ลงทุนแสนแต่ได้พันล้าน
- ข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำว่า SBF มีความสามารถและความอัจฉริยะมากขนาดไหนแต่มันกลับถูกนำมาใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Sam Bankman-Fried (SBF) แม้เขาอาจถูกจดจำในฐานะอาชญากรผู้ทำลายล้างเว็บเทรด FTX และทำให้ตลาดคริปโตพังทลาย แต่หากพิจารณาเฉพาะทักษะด้านการลงทุน เขาอาจถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลก โดยข้อมูลชี้ให้เห็นว่า SBF มีวิสัยทัศน์ในการเลือกลงทุนในสตาร์ทอัพดาวรุ่งตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น Anthropic, Solana, Robinhood, SpaceX และ Cursor ซึ่งหาก FTX ไม่ล้มละลายและถือครองสินทรัพย์เหล่านี้มาจนถึงปัจจุบัน พอร์ตการลงทุนนี้จะมีมูลค่ามหาศาลกว่า 1.14 แสนล้านดอลลาร์ หรือเติบโตขึ้นหลายสิบถึงหลายหมื่นเท่าตัว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเชิงตัวเลขนี้ถูกบดบังด้วยความจริงอันโหดร้ายที่ว่า เพราะเงินทุนที่เขาใช้เดิมพันเพื่อสร้างความมั่งคั่งนั้น ได้มาจากการแอบอ้างและนำเงินฝากของลูกค้าไปใช้อย่างผิดกฎหมาย
หากย้อนเวลากลับไปได้และ Sam Bankman-Fried ไม่ได้เลือกเดินทางสายมืดที่นำไปสู่การทุจริตจนกลายเป็นคดีอื้อฉาวระดับโลก บางทีวันนี้เขาอาจไม่ใช่นักโทษในเรือนจำ แต่จะได้รับการยกย่องในฐานะนักลงทุนร่วมทุน (VC) ที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เป็นได้
เพราะถ้าลองพิจารณาจากพอร์ตการลงทุนที่เขาทิ้งไว้ก่อนการล่มสลายของ FTX แล้ว เราจะพบว่ามันเป็นขุมทรัพย์ที่เต็มไปด้วยธุรกิจเปลี่ยนโลก ซึ่งหากเขายังคงถือครองไว้โดยไม่ขายทิ้ง วันนี้เขาน่าจะมีมูลค่าทรัพย์สินรวมสูงกว่า 1.14 แสนล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
ความฉลาดในสายตาของนักลงทุนของเขานั้นเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ หากดูจากรายชื่อบริษัทที่เขาเข้าไปลงทุนมีตั้งแต่
- Antropic บริษัทเบื้องหลัง AI ที่มาแรงที่สุดอย่าง Claude ซึ่งทาง FTX มีกำไรจากการลงทุนกว่า 165 เท่าตัว คิดเป็นมูลค่ากว่า 8.2 หมื่นล้านหากไม่ขายทิ้ง จากทุน $500 ล้าน และกำไรอาจสูงขึ้นได้มากกว่านี้หลังการ IPO สำเร็จ
- Solana โปรเจกต์คริปโตระดับหัวแถวของโลก โดยถึงแม้ว่าราคาในปัจจุบันจะห่างจากสถิติสูงสุดเป็นเท่าตัว แต่นั่นก็ยังสร้างกำไรให้กับ FTX ถึง 27 เท่า คิดเป็นมูลค่า $5.1 พันล้าน
- Robinhood แพลตฟอร์มเทรดหุ้นและคริปโต มีมูลค่าอยู่ประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นกำไร 8 เท่า
- Genesis Digital บริษัทเหมืองขุดคริปโตขนาดใหญ่ ซึ่งหุ้นของพวกเขาจะมีมูลค่า 3.5 พันล้านดอลลาร์ในวันนี้ คิดเป็นกำไร 3 เท่าตัว
- SpaceX บริษัทด้านอวกาศของ Elon Musk ที่ใกล้กำลังจะมีการ IPO เข้าตลาดหุ้น โดยจากการประเมินมูลค่าปัจจุบัน FTX จะมีหุ้นอยู่กว่า $1.5 หมื่นล้าน หรือกำไร 75 เท่า
- Cursor การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดของ FTX หลังล่าสุดมีข่าวที่ SpaceX จะทุ่มเงิน $6 หมื่นล้านเข้าซื้อกิจการ นั่นจะทำให้กำไรของพวกเขาทะยานขึ้นสูงถึง “15,000” เท่าตัว คิดเป็นมูลค่าหุ้นประมาณ $3 พันล้าน จากเงินลงทุนแค่ 2 แสน ที่สำคัญเลยก็คือ SBF ถือเป็นนักลงทุนรายแรกๆ ที่สนใจร่วมจะลงทุนกับ Cursor
สิ่งที่น่าทึ่งคือ ผลรวมของพอร์ตการลงทุนเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาลถึง 1.14 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขนี้เพียงพอแล้วที่จะทำให้ FTX มีมูลค่าตลาดเทียบเท่ากับบริษัทระดับ TOP 200 ของโลก อย่างง่ายดาย เป็นการตอกย้ำว่าตัวเขาเป็นอัจฉริยะด้านการลงทุนอย่างแท้จริง หากเขาเลือกที่จะทำธุรกิจอย่างโปร่งใสและปล่อยให้ผลตอบแทนเหล่านี้เติบโตไปตามธรรมชาติ
ในทางกลับกัน ความจริงที่โหดร้ายก็คือ วันนี้เขาไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความมั่งคั่งและชื่อเสียง แต่กลับต้องใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงในเรือนจำรัฐบาลกลาง กรณีศึกษาของ SBF จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในโลกการเงินที่คอยเตือนใจนักลงทุนทุกคนว่า ความเก่งกาจในการบริหารเงินหรือการมองหาโอกาสที่ยอดเยี่ยมนั้นไม่มีความหมายใดๆ เลย หากปราศจากความซื่อสัตย์และการดำเนินธุรกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง
มุมมองผู้เขียน : ถึงแม้ว่าในตัวบทความจะมีการโฟกัสไปยังโปรเจกต์ที่ “ประสบความสำเร็จ” เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้วเอกสารของคดีมีการระบุชัดเจนว่า FTX และ Alameda เอาเงินไปถลุงเล่นกับโปรเจกต์ขยะมากมาย เพียงแค่โปรเจกต์ที่ฟลุ๊กประสบความสำเร็จขึ้นมานั้นมันโดดเด่นเจิดจรัสจนกลบเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดไว้เบื้องหลังได้
ดังนั้นการจะยกย่อง SBF ว่ามีสายตาเฉียบแหลมก็อาจจะเป็นกล่าวเกินจริงเกินไป เพราะเขาสามารถนำเงินออกมาใช้ได้เรื่อยๆ ไม่อั้นต่างจาก VC คนอื่นที่จะลงทุนเสี่ยงๆ แบบเขาไม่ได้ส่งผลทำให้ผลกำไรที่ออกมานั้นไม่โดดเด่นเท่ากับตัวของ SBF เพราะข้อจำกัด
