bitkub-banner

“อ.ตั๊ม” เตือนชาวคริปโตอย่าแตกตื่น หลังนักวิจัยแฮ็กควอนตัมคว้ารางวัล 1 BTC

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • เกิดความฮือฮาเมื่อมีผู้คว้าเงินรางวัล 1 BTC จากการเจาะรหัส ECC ขนาด 15-bit ของบริษัท Project Eleven ได้สำเร็จเมื่อไม่นานมานี้
  • อ.ตั๊ม ออกมาอธิบายว่า รหัส 15-bit มีความเป็นไปได้เพียง 32,768 รูปแบบ ซึ่งเดาสุ่มได้ง่ายมาก ต่างจาก Bitcoin ที่ใช้รหัส 256-bit ซึ่งมีความเป็นไปได้มหาศาล
  • ยิ่งไปกว่านั้น ผู้จัดงานคือบริษัทที่ขายระบบป้องกันภัยจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ เหตุการณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างความตื่นตระหนกเพื่อปูทางไปสู่การขาย

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

หลายคนกังวลถึงความปลอดภัยของ Bitcoin เมื่อมีข่าวออกมาว่ามีการใช้ควอนตัมเจาะระบบ ECC 15bit ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม อ.พิริยะ สัมพันธารักษ์ ได้ออกมาสยบข่าวลือโดยอธิบายเชิงเทคนิคว่ารหัส 15-bit ต่างจากระบบ 256-bit ของ Bitcoin ที่มีความซับซ้อนมหาศาลในระดับทวีคูณ ประกอบกับเทคโนโลยีควอนตัมในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดเรื่องสัญญาณรบกวน ทำให้ความกังวลด้านควอนตัมอาจยังเป็นเรื่องห่างไกล เพราะผู้จัดงานเองก็รู้ว่าโจทย์ที่ตั้งไม่ได้ยากเหมือนที่คนทั่วไปคิด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาชาวคริปโตเคอร์เรนซีทั่วโลกขวัญผวากันไปตามๆ กัน  หลังมีรายงานว่านักวิจัยรายหนึ่งสามารถคว้าเงินรางวัล 1 BTC จากการเจาะ key ECC ขนาด 15bit ส่งผลทำให้หลายคนเริ่มเกิดความกังวลว่า นี่คือจุดจบของสินทรัพย์ดิจิทัลเบอร์หนึ่งของโลกหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม “อ.ตั๊ม” พิริยะ สัมพันธารักษ์ Bitcoiner ชื่อดังในประเทศไทยได้ออกมาแสดงความจริงอีกด้านให้เห็นพร้อมให้เหตุผลประกอบว่า ทำไมเราถึงยังไม่ควรตื่นตระหนกกับสิ่งที่เทคโนโลยีควอนตัมทำได้ในตอนนี้

เงื่อนไขการแข่งขัน

สำหรับการแข่งขัน Project Eleven ภายใต้ ElevenLabs (ที่ทำโคลนเสียงAI)ได้ประกาศแจกเงินรางวัลแก่ผู้ที่สามารถเจาะ ECC key ขนาด 15bit ได้ด้วยควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้สำเร็จ

หนทางสู่ 256bit ไม่ง่าย

ถึงความสำเร็จดังกล่าวจะดูเริ่มเป็นลางร้ายสำหรับ Bitcoin แต่ อ.พิริยะ ระบุว่า ในการที่จะขยับจาก 15bit ไปยัง 256bit ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่คิด

  • 1 Bit มีค่าคือ 1 กับ 0 ตัวเลขขนาด 1 bit ก็มีความเป็นไปได้ = 2 หรือ 2^1
  • ส่วน 15 Bit คือ 2^15 หรือเท่ากับ 32,768 ความเป็นไปได้ 

สิ่งนี้หมายความว่า คนที่ร่วมกิจกรรมไขรหัสลับ 15bit นั้นสุ่มในอัตราความเป็นไปได้เพียง 1 ใน 32,768 เท่านั้นไม่ใช่ตัวเลขที่มากมายมหาศาลใดๆ ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมก็แกะรหัสได้ 

ตามสถิติเดิมที่มีการบันทึกไว้ มนุษย์เคยสามารถใช้ควอนตัมเจาะ ECC ได้ที่ 64 ความเป็นไปได้หรือก็คือ 6bit เท่านั้น แต่ในเมื่อเทคโนโลยีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 2 เท่าในเวลาไม่กี่ปีก็หมายความว่า จุดสิ้นสุดของ Bitcoin ก็กำลังจะเร็วขึ้นแต่มันอาจไม่เป็นแบบนั้น

อ.พิริยะ อธิบายว่า bit เป็นระบบเลขฐานสอง การที่เราเพิ่มจำนวน Bit เพิ่มขึ้น 1 bit จะเป็นการเพิ่มจำนวนความเป็นไปได้ 2 เท่า เช่น 7bit (128) ใหญ่กว่า 6bit (64) สองเท่า ยิ่ง Bit เพิ่มก็ยิ่งคำนวณยากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ การที่จะไขรหัส 256bit ได้จะเท่ากับว่าจะต้องหาคำตอบจากผลความเป็นไปได้จำนวน **115,792,089,237,316,195,423,570,985,008,687,907,853,269,984,665,640,564,039,457,584,007,913,129,639,936** คำตอบ

วิธีการเจาะคีย์

ในส่วนของกระบวนการที่ใช้ในการเจาะรหัส อ.พิริยะ อธิบายว่า หลักการของ Eliptic Curve Cryptography (ECC) คือ การสร้างกุญแจจากการคำนวณตำแหน่งจุดบนเส้นโค้งคณิตศาสตร์ที่ หาจุดจบ หรือผลลัพธ์ง่าย แต่หาจุดเริ่มยากมาก

ลองเปรียบเทียบดูว่า การเจาะ Bitcoin ก็เหมือนกับการเล่นพูลโดยที่โต๊ะก็คือ Curve ส่วนวิธีการที่เราจะใช้แทงลูกบอลก็คือ Private Key และจุดหมายที่บอลจะไปหยุดก็คือ Public Key

หมายความว่า ถ้าหากเราแทงด้วยองศาและความแรงเท่าเดิมบอลก็จะกลับมาที่เดิมเสมอ ดังนั้นในสมการต่อให้เรารู้ค่าของ Curve และ Public Key แต่หากไม่รู้ตัวตัวแปรสุดท้ายอย่าง Private Key ก็ไม่สามารถทำให้สมการออกมาสมบูรณ์ และทำให้ไม่สามารถเจาะเข้าไปได้

ดังนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดเลยคือ การเดาสุ่มไปเรื่อยจนกว่าจะเจอคำตอบที่ถูกต้อง แต่ด้วยขนาดอันมหาศาลของความเป็นไปได้ การที่จะหาคีย์ 256 bit เจอนั้นอาจต้องใช้เวลานานมากกว่าเอกภพของเราอีก ซึ่งจุดนี้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ร่วมกับ Shor’s Algorithm จะเข้ามาเร่งเวลาให้หาคีย์ได้ตรงๆ ไม่ต้องเสียเวลาเดาสุ่มนานๆ อีกต่อไป

แต่ปัญหาหลักในขณะนี้ของควอนตัมคือ Noise ซึ่งเป็นสัญญาณรบกวนเพราะควอนตัมคอมพิวเตอร์ทำงานด้วย Qubit ซึ่งเปราะบางสุด ๆ ยิ่งใช้ Qubit เยอะปัญหาจะยิ่งหนักขึ้นแบบทวีคูณ กล่าวคือคอมพิวเตอร์จะลืมสถานะตัวเองกลางทางทำให้นับเลขสูงๆได้ไม่นานเพราะระบบเต็มไปด้วยสิ่งรบกวน และตัวของ Noise ก็สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกอย่าง

ตอนนี้ควอนตัมคอมพิวเตอร์จึงยังแก้ได้แค่ปัญหาเล็ก ๆ การจะเจาะ Bitcoin ที่ใช้ 256-bit ซึ่งต้องการ Qubit และความเสถียรที่สูงกว่ามากอาจยังห่างไกลจากความเป็นจริงหลายปี 

เบื้องหลังของผู้ชนะ

กลับมายังเรื่องราวของการแข่งขัน หากอ่านอย่างละเอียดจะพบว่าการแข่งคราวนี้มีการใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปในการจัดการข้อมูล หรือก็คือผู้แข่งขันใช้ควอนตัมที่ยืมใช้มาจริง แต่เขาเอาผลลัพธ์ ซึ่งเป็นข้อมูลดิบที่ได้และเต็มไปด้วย Noise เอามาโยนใส่คอมพิวเตอร์ปกติ

พูดง่าย ๆ คือ ควอนตัมทำหน้าที่แค่เป็นเครื่องสุ่มหาตัวเลขชุดหนึ่งออกมา จากนั้นผู้เข้าแข่งขันรายนี้จึงค่อยๆ เอาชุดคำตอบที่ได้มาทดสอบทีละตัวเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องผ่านการลองผิดลองถูกจนเจอ และรับรางวัลไป เมื่อมองย้อนกลับไปดูแล้วคำตอบ  1 ใน 32,768 แลกกับ 1 BTC ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากอะไรใช้แค่ google sheet ก็สามารถทำได้แล้ว

บริษัทสุดแสบ

การแข่งขันคราวนี้จึงเป็นเพียงแค่การให้รางวัลกับคนที่เอา random number มาสุ่มคีย์จนเจอ และเมื่อดูจากพื้นหลังของบริษัทแล้วพวกเขาก็ไม่ใช่องค์กรไก่กาที่ไม่รู้เรื่องของควอนตัม และน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าการแข่งขันครั้งนี้มันไม่ได้ยากอะไร

ทั้งนี้ Project Eleven เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อ ศึกษาวิจัยและเสนอทางออกสำหรับความเสี่ยงของควอนตัมคอมพิวเตอร์ ซึ่งแน่นอนว่ามีการขายผลิตภัณฑ์ ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำอยู่จึงไม่ต่างอะไรกับการขู่ให้คนกลัวหมาป่า (ควอนตัม) เพื่อที่จะได้ขายปืนไปป้องกันหมาป่า (ผลิตภัณฑ์) ถ้าคนไม่กลัวของก็ขายไม่ออก และนี่ก็คือสาเหตุว่าทำไมตัวของ อ.พิริยะ ถึงรู้สึกหงุดหงิดกับเหตุการณ์นี้

ที่มา: Facebook