สรุปข่าว
- Paradigm เปิดเผยข้อเสนอ PACTs ให้ผู้ถือกระเป๋า Bitcoin ยุคเก่าพิสูจน์ความเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องย้ายเหรียญหรือเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะ
- ระบบใช้การประทับเวลาแบบ Zero-Knowledge Proof ด้วย STARK ที่ทนทานต่อควอนตัม รองรับ Bitcoin 1.1 ล้าน BTC ของ Satoshi Nakamoto มูลค่าราว 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์
- ข้อเสนอนี้ยังต้องผ่าน Soft Fork ในอนาคตเพื่อให้เครือข่าย Bitcoin ยอมรับหลักฐาน STARK เป็นช่องทางกู้คืนสินทรัพย์
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ข้อเสนอนี้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อระยะยาว เพราะแสดงให้เห็นว่าชุมชนนักพัฒนาเริ่มเตรียมรับมือกับภัยคุกคามควอนตัมอย่างจริงจัง การมีแนวทางปกป้อง Bitcoin จำนวนมหาศาลจากการถูกโจรกรรมในอนาคตช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นระยะยาวให้กับเครือข่าย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาในระยะสั้นมีน้อย เพราะภัยคุกคามควอนตัมที่แท้จริงยังอยู่ห่างออกไปอีกหลายสิบปี
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาไทย บริษัทลงทุนคริปโต Paradigm ได้เปิดเผยข้อเสนอทางเทคนิคใหม่ที่เรียกว่า PACTs (Provable Address Control Timestamps) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปกป้องกระเป๋า Bitcoin ยุคแรกเริ่มจากการโจมตีด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต ตามรายงานจาก Coin Bureau และ xChief_Global ผู้เสนอข้อเสนอนี้คือ Dan Robinson ซึ่งดำรงตำแหน่ง General Partner ของ Paradigm โดยเผยแพร่เอกสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 จุดเด่นของ PACTs คือการอนุญาตให้ผู้ถือเหรียญสามารถพิสูจน์ว่าตนเป็นเจ้าของคีย์ส่วนตัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องย้ายเหรียญหรือแสดงตัวตนต่อสาธารณะบนบล็อกเชนแม้แต่น้อย นับเป็นแนวทางที่แตกต่างจากข้อเสนอก่อนหน้าที่บังคับให้ผู้ถือต้อง “เปิดเผยตัวตน” ผ่านการทำธุรกรรม
PACTs ทำงานอย่างไร และทำไมถึงสำคัญกับเหรียญของ Satoshi
กลไกของ PACTs แบ่งออกเป็นสองขั้นตอน ขั้นแรก ผู้ถือ Bitcoin จะสร้างหลักฐานการเป็นเจ้าของโดยการรวมข้อมูลสุ่ม (salt) เข้ากับลายเซ็นส่วนตัว จากนั้นบันทึกข้อมูลนั้นลงบนบล็อกเชนผ่านโครงสร้างพื้นฐานการประทับเวลาที่มีอยู่แล้ว เช่น OpenTimestamps โดยใช้ BIP-322 สำหรับการพิสูจน์การควบคุมที่อยู่ ขั้นที่สอง หากที่อยู่เก่าถูกระงับเนื่องจากภัยคุกคามควอนตัม ผู้ถือสามารถกู้คืนสินทรัพย์ได้โดยส่งหลักฐาน STARK ซึ่งเป็น Zero-Knowledge Proof ที่ทนทานต่อการโจมตีด้วยควอนตัม โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยที่อยู่หรือยอดเหรียญให้ใครทราบ
ความสำคัญของข้อเสนอนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ Bitcoin จำนวนประมาณ 1.1 ล้าน BTC ที่เชื่อกันว่า Satoshi Nakamoto ขุดและเก็บไว้ในที่อยู่ประเภท P2PK (Pay-to-Public-Key) ซึ่งเป็นรูปแบบของที่อยู่ยุคแรกที่มี Public Key ถูกเปิดเผยบนบล็อกเชนโดยตรง ต่างจากที่อยู่สมัยใหม่ที่ซ่อน Public Key ไว้จนกว่าจะมีการส่งธุรกรรม Bitcoin เหล่านี้มีมูลค่าราว 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในราคาปัจจุบัน และในภาพรวมมี Bitcoin มากถึงประมาณ 2.1 ล้าน BTC (มูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านดอลลาร์) ที่จัดเก็บอยู่ในที่อยู่ P2PK ทั้งหมด ซึ่งล้วนเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีควอนตัมในรูปแบบ Harvest-Now, Decrypt-Later นั่นคือผู้โจมตีสามารถเก็บรวบรวม Public Key ที่เปิดเผยอยู่ไว้ก่อนในตอนนี้ และรอถอดรหัส Private Key ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัมก้าวหน้าพอ
ต่างจากข้อเสนอก่อนหน้าอย่างไร และอุปสรรคที่รออยู่
ก่อนหน้านี้ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 มีข้อเสนอ BIP-361 ที่เสนอโดย Jameson Lopp และนักพัฒนาอีกห้าคน ซึ่งมีเป้าหมายยุติการใช้งานที่อยู่ที่มีความเสี่ยงต่อควอนตัม แต่ข้อเสนอนั้นจะบังคับให้ผู้ถือที่ไม่ได้เคลื่อนไหวมานาน รวมถึง Satoshi ต้องย้ายเหรียญเพื่อพิสูจน์ตัวตน ซึ่งหมายถึงการ “ปรากฏตัวต่อสาธารณะ” บนบล็อกเชน PACTs เสนอทางเลือกที่หลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้อย่างสง่างาม อย่างไรก็ตามมีข้อจำกัดสำคัญ หากผู้ถือเหรียญเสียชีวิตหรือสูญหายไปแล้ว และไม่มีใครสามารถสร้างหลักฐานได้ เหรียญเหล่านั้นก็จะยังคงเสี่ยงต่อการโจมตีต่อไปตลอดกาล ซึ่งในกรณีของ Satoshi ที่ยังไม่มีใครรู้ว่ายังอยู่หรือไม่ นี่คือประเด็นที่ชุมชนถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง
ในแง่ของการนำไปใช้จริง การสร้างหลักฐาน PACTs ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโปรโตคอล Bitcoin ในปัจจุบัน แต่การที่เครือข่ายจะยอมรับหลักฐาน STARK เป็นเส้นทางกู้คืนสินทรัพย์สำหรับที่อยู่ที่ถูกระงับนั้น จะต้องมีการทำ Soft Fork ในอนาคต ซึ่งต้องผ่านกระบวนการฉันทามติของชุมชนนักพัฒนาและนักขุด Bitcoin ด้านไทม์ไลน์ภัยคุกคาม ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีความสามารถถอดรหัส Bitcoin ได้จริงนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 10-15 ปี หรืออาจถึง 20-40 ปี จึงทำให้ยังมีเวลาเพียงพอในการพัฒนาและนำมาตรการป้องกันมาใช้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข้อเสนอ PACTs นี้น่าสนใจมากในเชิงเทคนิค โดยเฉพาะการแก้โจทย์ที่ยากมากคือจะทำอย่างไรให้คนพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเปิดโปงตัวตน แต่สิ่งที่ต้องจับตาดูคือว่าชุมชน Bitcoin จะยอมรับ Soft Fork ที่จำเป็นหรือเปล่า เพราะ Bitcoin มีประวัติศาสตร์การถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลที่ยาวนานและเข้มข้นมาก สำหรับประเด็น Satoshi นั้น แม้จะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่เหรียญ 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์อาจ “ได้รับการปกป้อง” แต่ถ้า Satoshi จากไปแล้วจริง ข้อเสนอนี้ก็แก้ปัญหาไม่ได้อยู่ดี สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือการที่ชุมชนนักพัฒนาเริ่มตื่นตัวกับปัญหาควอนตัมอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสัญญาณดีต่อความยั่งยืนของ Bitcoin ในระยะยาว
ที่มา: @CoinBureau
เครดิตภาพจาก @NFTNews_EU
