สรุปข่าว
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) วางแผนซื้อพันธบัตรราว $1.55 หมื่นล้านในฐานะ “การซื้อเพื่อลงทุนซ้ำ” และอีก $2.5 หมื่นล้านในฐานะ “การซื้อเพื่อบริหารสำรอง” สำหรับรอบ 14 เม.ย. ถึง 13 พ.ค. 2569
- ตัวเลข $1.57 หมื่นล้านที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียนั้นเป็นการตีความตัวเลขรายเดือน ไม่ใช่การอัดฉีดเงินใหม่เข้าระบบในสัปดาห์เดียว และ Fed ยังคงอยู่ในนโยบายลดงบดุล (QT) โดยรวม
- Bitcoin ปรับขึ้น +1.62% แตะ $79,683 และ Ethereum ขึ้น +2.21% แตะ $2,359 ในวันเดียวกัน สะท้อนตลาดรับข่าวสภาพคล่องเป็นบวก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ Fed ยังคงซื้อพันธบัตรเพื่อรักษาระดับสำรองในระบบธนาคาร ถือเป็นสัญญาณว่าสภาพคล่องในตลาดการเงินยังอยู่ในระดับที่เพียงพอ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต แม้จะไม่ใช่การอัดฉีดเงินใหม่ในแบบ QE ก็ตาม
ตามรายงานจาก Max Crypto ที่เผยแพร่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะ “อัดฉีดเงิน” กว่า $1.57 หมื่นล้านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ โดยโพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในชุมชนคริปโต อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้จากธนาคารกลางสหรัฐฯ นิวยอร์กระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการซื้อพันธบัตรรายเดือน ไม่ใช่การอัดฉีดเงินพิเศษในสัปดาห์ใดสัปดาห์หนึ่ง และไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการจาก Fed เกี่ยวกับการอัดฉีด $1.57 หมื่นล้านในสัปดาห์นี้โดยเฉพาะ ข่าวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Bitcoin ปรับตัวขึ้น +1.62% มาอยู่ที่ $79,683 และ Ethereum ขึ้น +2.21% อยู่ที่ $2,359 ณ วันที่ 4 พ.ค. 2569
แผนซื้อพันธบัตร Fed รายเดือน คืออะไรกันแน่
ตามข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ นิวยอร์ก สำหรับรอบเดือน 14 เม.ย. ถึง 13 พ.ค. 2569 ทีมปฏิบัติการตลาดเปิดของ Fed วางแผนดำเนินการสองส่วนหลัก ได้แก่ การซื้อพันธบัตรเพื่อ “ลงทุนซ้ำ” (Reinvestment Purchases) ราว $1.55 หมื่นล้าน ซึ่งเป็นการซื้อพันธบัตรใหม่มาแทนที่ตัวที่หมดอายุ ไม่ได้ขยายงบดุลโดยรวม และการซื้อเพื่อ “บริหารสำรอง” (Reserve Management Purchases) อีกราว $2.5 หมื่นล้าน เพื่อรักษาระดับสำรองในระบบธนาคารให้เพียงพอ
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ Fed ยังคงอยู่ในนโยบายลดงบดุลโดยรวม (Quantitative Tightening หรือ QT) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 โดยข้อมูลล่าสุดณ วันที่ 29 เม.ย. 2569 ชี้ว่ายอดถือครองพันธบัตรรวม (SOMA) อยู่ที่ราว $6.308 ล้านล้าน ลดลง $7.16 พันล้านจากสัปดาห์ก่อนหน้า ดังนั้นการที่โซเชียลมีเดียใช้คำว่า “อัดฉีดเงิน” จึงอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ เพราะไม่ได้หมายถึงการพิมพ์เงินใหม่แบบที่เกิดในช่วง QE ปี 2563-2564
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
แม้ตัวเลขที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียอาจถูกนำเสนอเกินจริง แต่บริบทของปฏิบัติการตลาดเปิดของ Fed นั้นมีความสำคัญต่อตลาดคริปโต เมื่อ Fed ดำเนินการซื้อพันธบัตรเพื่อรักษาระดับสำรองในระบบธนาคาร หมายความว่าสภาพคล่องโดยรวมในตลาดการเงินยังคงอยู่ในระดับที่เพียงพอ ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโต
ตลาดคริปโตดูเหมือนจะตอบรับข่าวนี้ในแง่บวก โดย Bitcoin ปรับขึ้นมาทดสอบแนวต้าน $80,000 อีกครั้ง ขณะที่ Ethereum ปรับขึ้นกว่า 2% เช่นกัน นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าสภาพแวดล้อมที่ Fed ยังคงรักษาสภาพคล่องในระบบ แม้ไม่ได้เพิ่มงบดุลใหม่ ก็เป็นปัจจัยสนับสนุนที่ดีในช่วงที่ตลาดพยายามฟื้นตัว ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Bitcoin ทะลุ $80,000 ล้างพอร์ตสาย Short กว่า $103 ล้านในชั่วโมงเดียว และ Bitcoin พุ่งทะลุ $80,000 อีกครั้ง โดยมี 5 ปัจจัยที่ดันราคาขึ้นใน 3 สัปดาห์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวที่มีแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังในการตีความข่าวจากโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับนโยบายการเงินของ Fed เนื่องจากความแตกต่างระหว่าง QE (การอัดฉีดเงินใหม่) และการบริหารสำรองตามปกตินั้นมีนัยสำคัญต่อทิศทางราคาสินทรัพย์เสี่ยงในระยะยาว
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้สอนบทเรียนสำคัญให้กับนักลงทุนคริปโตได้เป็นอย่างดี ตัวเลขจาก Fed ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดียนั้นมักถูกนำมาตีความเกินจริงหรือขาดบริบทที่สำคัญ การซื้อพันธบัตรเพื่อลงทุนซ้ำ ≠ การพิมพ์เงินใหม่ และ QT ยังคงดำเนินต่อไปอยู่ดี สิ่งที่ผมจับตามองมากกว่าคือแนวโน้มการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC ครั้งถัดไป ถ้า Fed ส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม นั่นจะเป็นสัญญาณขาขึ้นที่แรงกว่าตัวเลขการซื้อพันธบัตรรายเดือนมากนัก สำหรับตอนนี้ตลาดคริปโตดูจะอ่านสัญญาณสภาพคล่องโดยรวมเป็นบวก แต่ขอให้ระวังการตีความข่าวมหภาคจากแหล่งโซเชียลมีเดียก่อนจะตัดสินใจใดๆ เสมอ
ที่มา: @MaxCrypto
เครดิตภาพจาก @MaxCrypto

