สรุปข่าว
- Michael Saylor วางแผนจะทำลาย Private Keys เพื่อล็อก Bitcoin ของเขาไว้ตลอดกาลหลังเสียชีวิต โดยหวังให้เกิดอุปทานขาดแคลนเป็นของขวัญแก่คอมมูนิตี้
- หากเกิดพฤติกรรมเลียนแบบจน Bitcoin หายไปจากระบบจำนวนมาก จะนำไปสู่ภาวะขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงและทำลายศักยภาพในการเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน
- แนวคิดนี้สวนทางกับวิสัยทัศน์ของซาโตชิที่ต้องการให้ Bitcoin เป็นระบบเงินสด P2P ที่ใช้งานได้จริง นอกจากนี้ยังถูกมองว่าเห็นแก่ตัวและอาจเป็นเพียงการสร้างภาพ
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Michael Saylor เคยได้เสนอแผนการที่จะทำลาย Private Keys ของตัวเองหลังเสียชีวิต เพื่อทำให้ Bitcoin ของเขาถูกฝังลืมและหลุดออกจากระบบหมุนเวียนตลอดกาล โดยเขาเชื่อว่านี่คือของขวัญชิ้นใหญ่ที่จะช่วยดันราคา Bitcoin ให้กับผู้ถือครองที่เหลือ ทว่าแนวคิดนี้กลับเป็นการสร้างความขาดแคลนเทียม ซึ่งจะไปทำลายศักยภาพของ Bitcoin ในการเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ยังถือเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์ดั้งเดิมของ Satoshi Nakamoto ที่สร้าง Bitcoin มาเพื่อใช้งานจริงไม่ใช่แค่นำไปเก็บไว้ตลอดกาล
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2025 Michael Saylor เคยกล่าวว่า ตัวเขานั้นมีแผนที่จะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ที่สุดให้กับชุมชนชาว Bitcoin หลังจากที่วันหนึ่งเขาเสียชีวิตลงไปแล้ว แต่ของขวัญชิ้นดังกล่าวอาจสร้างผลร้ายมากกว่าผลดี
Saylor เผยว่า เขามีความต้องการที่จะทำลาย Private Keys สำหรับ Bitcoin ที่เขาถือครองส่วนตัวอยู่ทั้งหมด ทำให้หากเขาเสียชีวิตลงไป Bitcoin เหล่านั้นก็จะถูกฝังลืมไม่สามารถเอาออกมาได้ทำให้เกิดภาวะอุปทานขาดแคลนอย่างเลี่ยงไม่ได้ และทำให้ราคาของ Bitcoin พุ่งกระฉูด
ทำไมถึงไม่ใช่ไอเดียที่ดี?
หากมองดูแค่ผิวเผินเราอาจจะคิดว่า การกระทำดังกล่าวจะส่งผลดีต่อ Bitcoin ในแง่ของราคาและการเก็งกำไรแต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ Saylor มีแผนที่จะทำคือการสร้าง “ความขาดแคลนเทียม” ขึ้นมา
Bitcoin คือสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้าน BTC หากวันหนึ่งการเผา Bitcoin ปลอมๆ ของ Saylor ได้ผลและมีคนคิดที่จะทำตามเพื่อปั่นราคา Bitcoin ให้ทะยานยิ่งขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นคือโครงสร้างของตลาดและระบบนิเวศที่บิดเบี้ยว
ความขาดแคลนขั้นสุดยอดจะนำไปสู่ภาวะขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ทำให้ตลาดมีความผันผวนสูงมากขึ้น และถ้าหากสินทรัพย์ไม่มีสภาพคล่อง ความสามารถในการใช้ Bitcoin เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนก็จะถูกทำลาย กลายเป็นแค่การเก็งกำไรธรรมดา
ขัดอุดมการณ์ซาโตชิ
Saylor มักจะกล่าวกับผู้ติดตามเสมอว่า “There is no second best” บิทคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่ดีที่สุดในโลกและทุกคนควรที่จะมีมัน แต่การที่เขานำเอาอุปทานจำนวนมากออกไปจากระบบจะทำให้คนอื่นครอบครอง Bitcoin ได้น้อยลงเพราะราคาแพงขึ้น มีเพียงแต่คนที่เข้ามาก่อนเท่านั้นที่จะได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย
กลับกัน Satoshi Nakamoto สร้าง Bitcoin มาก็เพื่อเป็นระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์แบบ Peer-to-peer ที่ไร้ศูนย์กลาง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ถูกสร้างมาเพื่อการใช้งาน และหมุนเวียนในระบบไม่ใช่แค่การล็อกเอาไว้ แผนของ Saylor จึงยังคงมอง Bitcoin เป็นเพียงเครื่องมือกักตุนเพื่อเก็งกำไร มากกว่าจะเป็นสกุลเงินที่ใช้งานได้จริง
ข้อถกเถียงด้านจริยธรรม
นอกเหนือจากเรื่องของหลักการแล้ว ประเด็นเรื่องจริยธรรมยังคงเป็นสิ่งที่ต้องวิเคราะห์ เนื่องจากเงินจำนวนมากที่กำลังจะหายไปหลัง Saylor เสียชีวิตสามารถทำประโยชน์ให้กับโลกได้มากกว่าแค่การเอาไปล็อกเก็บเอาไว้ และทำให้คนกลุ่มเดียวที่ลงทุนในคริปโตได้ประโยชน์
กล่าวคือ การกระทำของ Saylor มีส่วนที่สามารถมองได้ว่าเป็นการกระทำแบบเห็นแก่ตัว แทนที่จะนำเงินไปบริจาคทำโลกให้น่าอยู่ขึ้น ช่วยเหลือมนุษยชาติ แต่เขากลับเลือกที่จะเอาเงินไปดันพอร์ตแทนซึ่งถือเป็นการสูญเสียทรัพยากรอย่างมหาศาล
ภาพลักษณ์ของฮีโร่
ในกรณีเลวร้ายที่สุด ทุกท่านต้องอย่าลืมว่า Michael Saylor คือนักธุรกิจมือฉมังที่ผ่านวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมมาแล้ว ปั้นพอร์ตจากติดหนี้หัวโตมาสู่ความรุ่งเรืองด้วย Bitcoin
หากมองด้วยมุมมองธุรกิจล้วนๆ Saylor อาจไม่ได้มีเจตนาที่อยากจะทำเช่นนั้นจริง แต่เขาพูดออกมาอยู่ดีเพื่อที่จะทำให้ตลาดเกิด FOMO โดยเน้นย้ำว่า Bitcoin มีแต่จะขาดแคลนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนต้องเร่งมาซื้อ Bitcoin หรือผลิตภัณฑ์ในบริษัทของเขาก่อนที่จะสายเกินไป และทำภาพลักษณ์ตัวเองให้เป็นฮีโร่ผู้เสียสละ
โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าเจตนาจะดีหรือจะร้าย กลยุทธ์ของ Michael Saylor ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีจุดอ่อนที่ต้องได้รับการพิจารณาแก้ไข เพราะสุดท้ายแล้ว Bitcoin จำเป็นที่จะต้องเลือกเส้นทางของตนเองว่าจะไปสู่วงกว้าง เป็นสกุลเงินสื่อกลางแลกเปลี่ยนชนิดใหม่ หรือเป็นได้แค่สินทรัพย์เก็งกำไร
มุมมองผู้เขียน : แนวคิดของ Saylor สะท้อนให้เห็นถึงการยึดติดกับพื้นฐานที่ว่ายิ่งหายาก ราคายิ่งแพง ซึ่งเป็นตรรกะของ ของสะสม ไม่ใช่ สกุลเงิน หากสินทรัพย์ใดถูกกักตุนจนผู้คนไม่กล้านำออกมาใช้งาน ท้ายที่สุดมันจะสูญเสีย Network Effect และกลายเป็นเพียงตัวเลขที่ถูกแช่แข็งไว้โดยปราศจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
ทัศนคติที่เน้นแต่การกักตุนนี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนผ่านกลยุทธ์ปัจจุบันของบริษัท ที่มุ่งเน้นแต่การก่อหนี้ผ่านการออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาไล่ซื้อ Bitcoin ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่สินทรัพย์เหล่านั้นยังไม่ได้สร้างกระแสเงินสดหรือผลผลิตใดๆ ที่หล่อเลี้ยงธุรกิจหลักได้จริง

