สรุปข่าว
- อัตราดอกเบี้ยกู้ยืม Stablecoin บน Aave กลับสู่สภาวะปกติที่ระดับ 5% หรือต่ำกว่านั้นหลังจากพุ่งทะลุ 14% จากผลกระทบของการแฮ็ก KelpDAO เมื่อเดือนก่อน
- สภาพคล่องของระบบฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังชุมชน Aave ออกมาตรการแก้ไขและระดมทุนช่วยเหลือได้กว่า 160 ล้านดอลลาร์ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของ DeFi ที่จัดการตัวเองได้โดยไม่ต้องอิงกับราคา Bitcoin
- ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ 82,000 ดอลลาร์ตอบรับกระแสข่าวการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กดให้ราคาน้ำมันดิ่งลงและดึงดูดให้นักลงทุนหันกลับมาเทรดสินทรัพย์เสี่ยงกันอีกครั้ง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ระบบนิเวศ DeFi สามารถผ่านพ้นวิกฤตสภาพคล่องและกลับมาทำงานได้อย่างปกติสะท้อนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นมากประกอบกับปัจจัยมหภาคที่ความขัดแย้งระดับโลกเริ่มคลี่คลายซึ่งเป็นแรงส่งชั้นดีที่จะหนุนให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง
วงการคริปโตกำลังตื่นเต้นกับราคา Bitcoin ที่พุ่งแรง แต่ในขณะเดียวกันปัญหาใหญ่ที่เคยกวนใจฝั่งตลาดการเงินแบบกระจายศูนย์หรือ DeFi ก็ดูเหมือนจะคลี่คลายลงได้แล้วอย่างสมบูรณ์ ต้นทุนการกู้ยืม Stablecoin ที่ผูกกับเงินดอลลาร์อย่าง Tether และ USDC บนแพลตฟอร์มปล่อยกู้เบอร์ใหญ่อย่าง Aave ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5% หรือต่ำกว่านั้นต่อปี ซึ่งถือว่าลดลงมาเยอะมากถ้าเทียบกับช่วงเดือนที่แล้วที่เคยพุ่งไปถึง 13% ถึง 14% หลังเกิดเหตุการณ์แฮ็ก KelpDAO
ผลพวงจากการถูกโจมตีรอบนั้นทำให้เหล่าวาฬพากันถอนเงินทุนและ Stablecoin ก้อนใหญ่ออกจาก Aave จนสภาพคล่องในพูลกู้ยืมหดหายไปแทบเกลี้ยง นักเทรดบางคนถึงขั้นต้องเอา Stablecoin ที่ล็อกไว้มาค้ำประกันเพื่อขอกู้ Stablecoin ออกมาหมุนต่อ สถานการณ์นี้ดันให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งปรี๊ดและเกือบจะลามไปกระทบตลาดส่วนอื่นๆ แต่ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติได้หลังจากระบบธรรมาภิบาลของ Aave เสนอแนวทางแก้ปัญหาสภาพคล่องและคนในระบบนิเวศช่วยกันลงขันระดมทุนเยียวยาได้กว่า 160 ล้านดอลลาร์
Adam Haeems หัวหน้าฝ่ายจัดการสินทรัพย์จาก Tesseract Group มองว่าวิกฤตครั้งนี้จบลงแล้ว ดอกเบี้ย USDC บน Aave V3 กลับมาปกติที่ราว 3.86% ส่วนแพลตฟอร์มอื่นอย่าง Morpho และ Sky ก็มีเรทดอกเบี้ยอยู่ในกรอบที่เหมาะสม เขาเน้นว่าวงจรดอกเบี้ย Stablecoin รอบนี้ตั้งแต่ตอนที่พุ่งแรงจนกลับมาปกติได้นั้นเกิดขึ้นโดยไม่ได้อิงกับทิศทางราคา Bitcoin เลยแม้แต่น้อย ซึ่งนี่แหละคือจุดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนสถาบัน
ตัดภาพมาที่ฝั่ง Bitcoin ล่าสุดราคาพุ่งทะลุ 82,000 ดอลลาร์ไปแล้วในช่วงเช้าวันนี้ โดยได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ดิ่งลง 6% และตลาดฟิวเจอร์สของ Nasdaq ที่บวกขึ้นแรงรับข่าวที่ว่าอิหร่านกับสหรัฐฯ อาจจะใกล้บรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้ง ซึ่งก่อนหน้านี้สงครามทำเอาเส้นทางขนส่งน้ำมันตรงช่องแคบฮอร์มุซติดขัดไปหมด
นักวิเคราะห์บางคนกำลังจับตาดูเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ระดับ 83,800 ดอลลาร์อย่างใกล้ชิด Alex Kuptsikevich หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดจาก FxPro มองว่าการที่ Bitcoin ขยับเข้าใกล้เส้นค่าเฉลี่ย 200 วันถือเป็นด่านสำคัญ ถ้ากราฟยืนเหนือราคานี้ได้นิ่งๆ ก็จะเป็นสัญญาณกระทิงที่ชัดเจนมาก แต่พอราคาเฉียด 83,000 ดอลลาร์ปุ๊บก็อาจจะมีแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นสลับออกมาให้เห็นบ้างเป็นเรื่องปกติ
นอกจากนี้บรรยากาศในงาน Consensus Miami ยังสะท้อนให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างตลาดอนุพันธ์คริปโตกับตลาดการเงินดั้งเดิมกำลังค่อยๆ จางหายไป ส่วนดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่มักจะวิ่งสวนทางกับ Bitcoin ก็ร่วงหลุด 98.00 อีกครั้ง ในขณะที่สินทรัพย์ซึ่งเป็นตัวแทนความเสี่ยงอย่างดอลลาร์ออสเตรเลียก็แข็งค่าทำสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่านักลงทุนพร้อมกลับมาลุยตลาดสินทรัพย์เสี่ยงกันเต็มที่แล้ว
ที่มา coindesk
มุมมองส่วนตัวผมมองว่าการที่ระบบ DeFi สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตสภาพคล่องได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนกลาง เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงเสถียรภาพของ Smart Contract ในปัจจุบันครับ การที่ดอกเบี้ยสามารถปรับขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทานได้จริงถือเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดเงินทุนจากสถาบันได้อย่างดี สำหรับช่วงนี้นักลงทุนควรเกาะติดข่าวเศรษฐกิจมหภาคอย่างเรื่องสันติภาพของสหรัฐฯ กับอิหร่านให้ดี เพราะถ้าความขัดแย้งยุติลงจริงๆ เม็ดเงินที่เคยหนีไปหลบภัยจะไหลกลับเข้าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และดันให้คริปโตกลับมาคึกคักได้อีกรอบแน่นอนครับ

