สรุปข่าว
- Tal Cohen ประธาน Nasdaq ระบุว่าท่าทีที่เป็นมิตรกับคริปโตของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ภายใต้ประธาน Paul Atkins กำลังเปิดพื้นที่ให้บริษัทคริปโตและกระดานเทรดทดลองด้านการโทเคนไนซ์และโครงสร้างพื้นฐานตลาดดิจิทัล
- บริบทสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงผู้นำ ก.ล.ต. จาก Gary Gensler ที่ใช้แนวทางกำกับดูแลเชิงรุก มาเป็น Paul Atkins ผู้มุ่งเน้นความชัดเจนของกฎและลดภาระการปฏิบัติตามกฎ ก่อนหน้านี้ Nasdaq ยังได้รับอนุมัติจาก ก.ล.ต. ในเดือน มี.ค. 2569 ให้เริ่มโปรแกรมนำร่องการซื้อขายหลักทรัพย์โทเคนไนซ์
- ประเด็นที่ต้องจับตาคือความคืบหน้าของ CLARITY Act และกรอบกฎหมายคริปโตของสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวตั้งเป้าผ่านสภาภายใน 4 ก.ค. นี้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
สัญญาณเชิงบวกจากตัวแทนตลาดระดับสูงอย่าง Nasdaq ที่ยืนยันว่าสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบดีขึ้นเป็นสัญญาณบวกในระยะกลาง เพราะช่วยลดความไม่แน่นอนด้านกฎหมายที่เคยฉุดรั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตลาดดิจิทัล โดยเฉพาะในส่วนของการโทเคนไนซ์สินทรัพย์ที่เป็นเทรนด์ใหญ่ในปีนี้
Tal Cohen ประธาน Nasdaq ออกมาระบุว่าท่าทีที่เป็นมิตรกับคริปโตของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (ก.ล.ต.) กำลังเปิดพื้นที่ให้บริษัทในวงการคริปโตและกระดานเทรดสามารถทดลองด้านการโทเคนไนซ์และโครงสร้างพื้นฐานตลาดดิจิทัลได้อีกครั้ง ตามรายงานจาก CoinDesk Cohen กล่าวว่า ก.ล.ต. ที่เป็นมิตรมากขึ้นในปัจจุบันคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดกลับมา “สร้าง” ได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญจากตัวแทนของตลาดการเงินหลักระดับโลกที่ยืนยันทิศทางเชิงบวกของสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ
จาก Gensler สู่ Atkins การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อทั้งวงการ
สิ่งที่ Cohen กำลังพูดถึงมีบริบทสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ นั่นคือการเปลี่ยนผู้นำ ก.ล.ต. ครั้งใหญ่ Gary Gensler ที่ดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2564 จนถึง ม.ค. 2568 เป็นที่รู้จักดีในแนวทาง “กำกับโดยการบังคับใช้กฎหมาย” ที่เชิงรุก โดยมองว่าสินทรัพย์คริปโตส่วนใหญ่เป็นหลักทรัพย์และดำเนินคดีกับบริษัทในวงการจำนวนมาก
หลังจาก Paul Atkins เข้ารับตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. คนที่ 34 เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2568 บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน Atkins มุ่งเน้นการสร้างความชัดเจนของกฎและลดภาระการปฏิบัติตามกฎ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Cohen กล่าวถึง ก.ล.ต. ชุดนี้ยังออกแนวทางสำคัญหลายชิ้น ได้แก่ การออกแถลงการณ์ร่วมกับ CFTC ในเดือน มี.ค. 2569 เพื่อชี้แจงว่ากิจกรรมบล็อกเชนบางอย่าง เช่น การขุดโปรโตคอลและการ staking ไม่ถือเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์
Nasdaq กับการโทเคนไนซ์ที่กำลังเป็นจริง
คำพูดของ Cohen ไม่ใช่แค่ความเห็น แต่มีหลักฐานรองรับจากสิ่งที่ Nasdaq ดำเนินการจริง ในเดือน ก.ย. 2568 Nasdaq ได้ยื่นขอให้ ก.ล.ต. อนุมัติการซื้อขายหลักทรัพย์โทเคนไนซ์บนตลาดหุ้น Nasdaq โดย Cohen ระบุว่าเป้าหมายคือการนำความรวดเร็วและประสิทธิภาพของบล็อกเชนมารวมเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีอยู่เดิม และในวันที่ 19 มี.ค. 2569 ก.ล.ต. ก็อนุมัติโปรแกรมนำร่องให้ Nasdaq ซื้อขายหลักทรัพย์โทเคนไนซ์ รวมถึงหุ้นหลักและกองทุน ETF ดัชนีบางชนิดในรูปแบบโทเคนภายในโครงสร้างตลาดสหรัฐฯ ที่มีอยู่
การที่ Nasdaq ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ใหญ่ที่สุดของโลกออกมายืนยันบรรยากาศเชิงบวกนี้ มีความหมายมากกว่าแค่ความคิดเห็นส่วนตัว เพราะมันสะท้อนว่าผู้เล่นหลักในตลาดการเงินดั้งเดิมมองว่าการรวมตัวระหว่างโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมกับเทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังเป็นไปได้จริงในสภาพแวดล้อมกฎหมายปัจจุบัน
ปมกฎหมายที่ยังต้องจับตา
แม้สัญญาณจาก ก.ล.ต. จะเป็นบวก แต่กรอบกฎหมายคริปโตของสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา CLARITY Act ที่ทำเนียบขาวตั้งเป้าให้ผ่านสภาภายในวันที่ 4 ก.ค. นี้ยังมีประเด็นที่ต้องเจรจาอีกหลายจุด ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทำเนียบขาวตั้งเป้าดัน Clarity Act ผ่านสภาภายใน 4 ก.ค.นี้ และ Gillibrand ชี้ CLARITY Act เหลือ 3 ปมต้องแก้ คาดผ่านสภาภายใน ส.ค. นอกจากนี้ กระแสโทเคนไนซ์ยังขยายวงกว้างออกไปอีก โดย Siam Blockchain ยังรายงานว่า DTCC เตรียมโทเคนไนซ์หุ้นและพันธบัตรสหรัฐฯ เปิดตัวกรกฎาคม 2569 ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าทิศทางของตลาดการเงินสหรัฐฯ กำลังมุ่งไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างจริงจัง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคำพูดของ Tal Cohen ครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าที่หลายคนอาจคิด เพราะ Nasdaq ไม่ใช่แค่ผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นผู้เล่นที่ลงทุนจริงกับการโทเคนไนซ์และได้รับอนุมัติจาก ก.ล.ต. แล้ว การที่ประธาน Nasdaq ออกมาพูดเชิงบวกแบบนี้ต่อสาธารณะ ถือเป็นสัญญาณว่าบรรยากาศการทำงานกับหน่วยงานกำกับดูแลเปลี่ยนไปจริงๆ ไม่ใช่แค่ PR สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือว่าโปรแกรมนำร่องการซื้อขายหลักทรัพย์โทเคนไนซ์ของ Nasdaq จะขยายผลได้มากแค่ไหน และ CLARITY Act จะถูกผลักดันผ่านสภาได้ทันเป้าหมายหรือไม่ เพราะถ้าทั้งสองส่วนนี้เดินหน้าได้ นั่นคือสัญญาณบวกที่แข็งแกร่งมากสำหรับตลาดคริปโตในระยะกลาง
ที่มา: CoinDesk
ภาพจาก AI

