bitkub-banner

แบงก์งัดแผนขวาง CLARITY Act นาทีสุดท้าย ห้าม Stablecoin จ่ายปันผล

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กลุ่มสมาคมธนาคารพาณิชย์รายย่อย 6 แห่งรวมตัวคัดค้านร่างกฎหมาย CLARITY Act ในนาทีสุดท้าย โดยเรียกร้องให้ลบข้อความที่เปิดทางให้ Stablecoin จ่ายรางวัลได้
  • ธนาคารต้องการเปลี่ยนคำนิยามในมาตรา 404 ให้ครอบคลุมกว้างขึ้นเพื่อปิดช่องโหว่ที่บริษัทอาจใช้เป็นข้ออ้างในการแจกรางวัลตามระยะเวลาการถือครองหรือยอดเงิน
  • เกิดภาพความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่าง ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่เตรียมพร้อมรุกตลาดคริปโต กับกลุ่มธนาคารรายย่อยที่หวาดกลัวการสูญเสียแหล่งรายได้หลัก

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

ความตึงเครียดระหว่างอุตสาหกรรมธนาคารและคริปโตพุ่งสู่จุดสูงสุดก่อนการโหวตครั้งสำคัญของวุฒิสภาในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ เมื่อ 6 สมาคมธนาคารทรงอิทธิพลยื่นจดหมายคัดค้านมาตรา 404 ของกฎหมาย CLARITY Act โดยอ้างความกังวลเรื่องการไหลออกของเงินฝาก หากปล่อยให้แพลตฟอร์ม Stablecoin สามารถมอบผลตอบแทนในรูปแบบรางวัลกิจกรรมได้ โดยจดหมายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำคือการปกป้องแหล่งเงินทุนราคาถูกของธนาคารไม่ให้ไหลเข้าสู่ระบบนิเวศคริปโตที่มีแรงจูงใจสูงกว่า

สัปดาห์นี้ ถือเป็นสัปดาห์ที่ตลาดคริปโตกำลังจะได้ลุ้นข่าวใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำหนดการโหวตเดินหน้ากฎหมาย CLARITY ACT ในวันที่ 14 พ.ค. แต่ทว่ากลุ่มธนาคารกลับได้ทำการปรับข้อเรียกร้องในนาทีสุดท้ายอีกรอบ ส่งผลทำให้อนาคตยังคงไม่มีความชัดเจน

Bloomberg รายงานว่า 6 เครือธนาคารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวอชิงตัน ได้ส่งจดหมายร่วมไปยังคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม

ภายในจดหมายมีการเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติทำการลบสำนวนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้ Stablecoin สามารถมอบรางวัลผลตอบแทน ภายในกฎหมาย CLARITY ACT โดยมี The American Bankers Association, Bank Policy Institute, Consumer Bankers Association, Financial Services Forum, Independent Community Bankers of America และ National Bankers Association เป็นผู้ร่วมลงนาม

เป้าหมายหลักของกลุ่มธนาคารคือมาตรา 404 ที่กำกับให้แพลตฟอร์มคริปโตสามารถแจกจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ใช้งานได้

การยื่นจดหมายในวินาทีสุดท้าย เกิดขึ้นไม่นานนักหลังจากที่มีข่าวเปิดเผยว่าทั้งสองอุตสาหกรรมสามารถปิดดีลข้อตกลงได้สำเร็จ ด้วยการกำหนดให้จ่ายปันผลในรูปแบบกิจกรรมการใช้งานได้ หลังจากที่เจรจามายาวนานหลายเดือน

ในขณะที่ธนาคารที่มีส่วนได้ส่วนเสียมหาศาลในตลาดคริปโตเช่น Goldman Sachs, BNY และ Morgan Stanley ต่างออกมาสนับสนุนข้อกฎหมายดังกล่าว กลุ่มสมาคมการค้าที่เป็นตัวแทนของธนาคารพาณิชย์รายย่อยกลับได้แสดงจุดยืนร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพในฝั่งขั้วตรงข้าม สิ่งนี้หมายความว่า ทางฝั่งของธนาคารเองเริ่มมีการแตกคอไม่ลงรอยกันอย่างเห็นได้ชัด

จดหมายของพวกเขาโต้แย้งว่า ถ้อยความในข้อตกลงประนีประนอมมีช่องโหว่ที่จะเปิดทางให้บริษัทคริปโตสามารถเสนอผลตอบแทนโดยอ้างอิงจากยอดเงินในบัญชี, อายุการใช้งาน และระยะเวลาการถือครอง ซึ่งพวกเขามองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากที่ถูกนำมาดัดแปลงรูปแบบใหม่ 

กลุ่มธนาคารจึงต้องการให้เปลี่ยนวลีจาก “มีผลทางเศรษฐกิจหรือหน้าที่เทียบเท่ากัน” เป็นคำว่า “มีความคล้ายคลึงกันอย่างมีนัยสำคัญ” แทน ซึ่งเป็นนิยามที่ครอบคลุมกว้างกว่ามากและจะสามารถสกัดกั้นโครงสร้างการให้สิ่งจูงใจแทบทุกรูปแบบที่ผูกติดกับการถือครอง Stablecoin ได้

ถึงทำเนียบขาวจะยืนยันแล้วว่า Stablecoin จะไม่ได้ทำให้เงินฝากไหลออก และไม่ส่งผลกระทบต่อการออกเงินกู้ แต่ล็อบบี้จากฝั่งธนาคารอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี 

ที่น่าแปลกใจเลยก็คือ ตัวเลขการสำรวจกลับออกมาโต้แย้งกับข้อมูลของฝั่งธนาคาร เพราะทำเนียบขาวย้ำชัดว่าการสั่งแบนปันผล Stablecoin จะสามารถกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อของธนาคารได้เพียง 2.1 พันล้านดอลลาร์ หรือ 0.02% เท่านั้น 

ในมุมของธนาคารชุมชนการสั่งแบนในครั้งนี้จะช่วยดึงเม็ดเงินปล่อยสินเชื่อให้เพิ่มขึ้นมาได้แค่ 500 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเพียง 0.026% ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับผลกระทบที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลถึง 800 ล้านดอลลาร์ 

นอกจากนี้ ต่อให้จำลองสถานการณ์ขั้นสุดว่าตลาด Stablecoin โตระเบิดถึง 6 เท่า และ Fed โละกรอบนโยบายการเงินปัจจุบันทิ้งไปทั้งหมด ผลลัพธ์ก็ยังชี้ให้เห็นว่า ยอดการปล่อยสินเชื่อจะขยับขึ้นได้มากสุดแค่ 4.4% อยู่ดี 

สิ่งที่ธนาคารกำลังต้องการจริงๆ

ประเด็นเรื่องเงินฝากไหลออกที่หลายฝ่ายนำมาโจมตีนั้น อาจเป็นเพียงข้ออ้างที่ใช้บังหน้า เพราะความจริงเบื้องหลังมีกลไกที่เรียบง่ายกว่านั้นมาก โดยปกติธนาคารในสหรัฐฯ จะพึ่งพาเงินฝากจากลูกค้าเป็นแหล่งเงินทุนหลักในการปล่อยสินเชื่อสูงถึง 80% ซึ่งส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากที่จ่ายออก กับดอกเบี้ยเงินกู้ที่รับเข้ามา คือขุมทรัพย์กำไรที่ใหญ่ที่สุดของธุรกิจธนาคาร

ด้วยเหตุนี้ ทุกดอลลาร์ที่ถูกดึงออกจากบัญชีกระแสรายวันเพื่อเปลี่ยนไปเป็น Stablecoin จึงหมายถึงการสูญเสีย “แหล่งเงินทุนราคาถูก” ของธนาคารไปโดยปริยาย ยิ่งเมื่อแพลตฟอร์มอย่าง Coinbase หรือ Circle เริ่มเสนอผลตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์จากการใช้งาน แม้จะเป็นตัวเลขเพียงเล็กน้อย แต่มันก็มากพอที่จะจูงใจให้ผู้คนเลือกเก็บเงินไว้ในระบบนิเวศของคริปโต แทนที่จะพักไว้ในบัญชีธนาคารเฉยๆ

ที่มา: Cryptopolitan


มุมมองผู้เขียน : การเรียกร้องในนาทีสุดท้ายของกลุ่มธนาคารนั้นยิ่งทำให้โอกาสที่กฎหมาย CLARITY ACT ไม่ผ่านสูงขึ้น ซึ่งหากถูกเลื่อนออกไปในครั้งนี้จะไม่ใช่แค่กลับไปประนีประนอมหาข้อตกลงใหม่เท่านั้น แต่โอกาสที่สภาจะนำ Stablecoin มาเป็นวาระหลักของการประชุมจะยิ่งลดลงเช่นกันเพราะทุกสายตาต่างจะจับจะไปยังการเลือกตั้งกลางเทอมมากกว่า หมายความว่าถ้าไม่ผ่านเราอาจต้องรอกันไปอีกนานเลย