สรุปข่าว
- Aschenbrenner อดีตทีมวิจัย OpenAI เดินเกมเชิงกลยุทธ์ด้วยการทุ่มเงินหลายพันล้านเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเหมืองขุด Bitcoin เข้ากองทุน Situational Awareness LP
- ปัจจุบันหุ้นเหล่านี้คือกลุ่มอดีตเหมืองขุดคริปโตที่ได้ผันตัวมาเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล AI และพลังงานไฟฟ้า ทำให้การลงทุนสอดคล้องกับพอร์ตหลักของกองทุน
- กองทุนได้เปิด Put Options เพื่อเดิมพันฝั่งขาลงต่อบริษัทเซมิคอนดักเตอร์และชิปประมวลผลยักษ์ใหญ่ เช่น Nvidia
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Leopold Aschenbrenner ผู้สร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนเงินทุนหลักร้อยล้านเป็นพันล้านดอลลาร์ เผยแพร่แผนการลงทุนล่าสุดผ่านรายงาน 13F โดยมีการระบุว่ากองทุนได้เข้าซื้อหุ้นในกลุ่มอดีตเหมืองขุด Bitcoin เช่น IREN และ Core Scientific ที่ผันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานมาทำดาต้าเซ็นเตอร์รองรับ AI ควบคู่ไปกับ Put Options ต่อหุ้นกลุ่มชิปประมวลผลและฮาร์ดแวร์อย่าง Nvidia, AMD เนื่องจากอาจมองว่าคอขวดของการพัฒนา AI ในเฟสถัดไปจะย้ายจากเรื่องของความสามารถของชิปไปอยู่ที่เรื่องของการเข้าถึงกระแสไฟฟ้าและพลังงานระดับอุตสาหกรรมแทน
Leopold Aschenbrenner อดีตทีมวิจัยของ OpenAI ผู้โด่งดังจากวีรกรรมเปลี่ยนเงิน $2 ร้อยล้าน เป็น $5 พันล้าน ผ่านการเดิมพันเข้าซื้อหุ้นได้อย่างเฉียบขาด ได้ออกมาเปิดเผยความเคลื่อนไหวของเขาอีกครั้งในเอกสารล่าสุด
อ้างอิงข้อมูลจากการยื่นแบบ 13F ของทาง ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) ที่ กองทุน Situational Awareness LP ที่ Aschenbrenner ดูแล ระบุว่ามูลค่าของพอร์ตได้พุ่งขึ้นจาก $5.5 พันล้าน เมื่อปลายปี 2025 ขยับขึ้นมาสู่ $1.36 หมื่นล้านในวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา
ภายในเอกสารมีการระบุว่า Aschenbrenner ได้มีการทุ่มซื้อหุ้นเหมืองขุด Bitcoin อย่างหนักซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- IREN คิดเป็นมูลค่า $556,000,000
- Core Scientific คิดเป็นมูลค่า $389,000,000
- Riot คิดเป็นมูลค่า $142,000,000
- CleanSpark คิดเป็นมูลค่า $104,000,000
- Bitdeer คิดเป็นมูลค่า $29,800,000
- Hive คิดเป็นมูลค่า $6,400,000
ที่น่าสนใจเลยก็คือจากลิสต์ข้างต้น บริษัทเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็น “อดีต” หรือเหมืองขุด Bitcoin ที่เริ่มผันตัวเองมาเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล AI หรือ โครงสร้างพื้นฐาน AI แทน เนื่องจากมีผลตอบแทนที่สูงและมั่นคงกว่าคริปโตที่เริ่มขาดทุนอย่างเห็นได้ชัดจนไปต่อไม่ไหว
นอกจากนี้ Aschenbrenner ยังเปิดเผยว่า เขาได้ถือโพสิชันลงทุนขนาดใหญ่ในหุ้น Bloom Energy (BE), SanDisk (SNDK) และ CoreWeave (CRWV) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ โดยเมื่อดูภาพรวมของพอร์ตการลงทุนนี้แล้ว แสดงให้เห็นว่า เขายังคงคาดหวังการเติบโตในระยะยาวของโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่ทำหน้าที่รองรับระบบปัญญาประดิษฐ์
สิ่งนี้แสดงว่า หากการคาดการณ์ของ Aschenbrenner ถูกต้องเหมือนกับที่เขาเคยวิเคราะห์ หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดในอีกไม่ช้าอันเนื่องมาจากความต้องการที่มากขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน เขาได้เปิด Put options สัญญาซื้อสิทธิในการขายเพื่อเก็งกำไรมูลค่าสูงถึง 7.46 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเดิมพันฝั่งขาลงต่อบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่รวมถึงกองทุน ETF ที่เกี่ยวข้องกับชิป เช่นการพุทในกองทุน VanEck Semiconductor ETF, พุทออปชันในหุ้น Nvidia มูลค่า 1.57 พันล้านดอลลาร์ และพุทออปชันอีกกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ที่ผูกกับหุ้น Oracle และ Broadcom
ที่มา: Coindesk
มุมมองผู้เขียน : การเปิด Put options บางครั้งก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นการมองลงเสมอไปแต่เป็นการทำเพื่อจำกัดความเสี่ยงของพอร์ตซึ่งเป็นเรื่องปกติของกองทุน แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะมองว่าคอขวดของการพัฒนา AI ในเฟสถัดไปจะย้ายจากเรื่องของความสามารถของชิปไปอยู่ที่เรื่องของการเข้าถึงกระแสไฟฟ้าและพลังงานระดับอุตสาหกรรมแทน

