สรุปข่าว
- กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงประนีประนอมยอมความ สั่งห้ามกรมสรรพากรสหรัฐฯ ยื่นฟ้องหรือตรวจสอบภาษีย้อนหลังในอดีตทั้งหมดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงครอบครัวและเครือข่ายธุรกิจ
- ข้อตกลงนี้เป็นส่วนขยายของคดีความมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเงื่อนไขใหม่ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างเงียบๆ ควบคู่กับการตั้งกองทุนเยียวยาเหยื่อทางการเมืองมูลค่าเกือบ 1.8 พันล้านดอลลาร์
- พรรคเดโมแครตออกมาประณามอย่างรุนแรงว่า เป็นพฤติกรรมคอร์รัปชันและเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง ขณะที่กระทรวงยุติธรรมชี้แจงว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติปกติในการระงับข้อพิพาท
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
ข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองและการจัดการข้อพิพาทส่วนตัวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐาน หรือปริมาณการซื้อขายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ตลาดจึงไม่ได้แสดงปฏิกิริยาตอบรับและยังคงเคลื่อนไหวตามแนวโน้มเดิม
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ได้บรรลุข้อตกลงประนีประนอมยอมความเพิ่มเติมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้กรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) ถูกสั่งห้ามไม่ให้ยื่นฟ้องหรือดำเนินคดีต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงครอบครัว และเครือข่ายธุรกิจของเขาสำหรับปัญหาทางภาษีในอดีตทั้งหมด
ข้อตกลงนี้เป็นส่วนขยายของคดีความมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ทรัมป์เคยยื่นฟ้อง กรมสรรพากรสหรัฐฯ โดยเงื่อนไขใหม่นี้ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างเงียบๆ ผ่านไฮเปอร์ลิงก์ในเอกสารแถลงข่าวของกระทรวงยุติธรรม
ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการตกลงจัดตั้งกองทุนมูลค่าเกือบ 1.8 พันล้านดอลลาร์เพื่อเยียวยาผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการใช้หน่วยงานรัฐเป็นอาวุธทางการเมือง ในรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งคาดว่า กลุ่มพันธมิตรของทรัมป์รวมถึงผู้ก่อเหตุจลาจลในสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 จะได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้
เสียงวิจารณ์เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และการปกป้องครอบครัว
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มต่อต้านว่า เป็นการ “เอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง” เนื่องจาก ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีเป็นผู้ควบคุมหน่วยงานฝ่ายบริหารที่มีอำนาจตัดสินใจว่าจะตอบสนองต่อคดีความส่วนตัวของเขาอย่างไร
โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวอย่างกะทันหัน หลังจากมีสัญญาณว่าผู้พิพากษาอาจตรวจสอบว่า ข้อพิพาทนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ซึ่งเอกสารฉบับใหม่ที่ลงนามโดย Todd Blanche รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลกลาง ถูกสั่งห้ามฟ้องร้องหรือตรวจสอบเอกสารภาษีใดๆ ที่ทรัมป์เคยยื่นไว้ก่อนข้อตกลงนี้อย่างถาวร และคำสั่งนี้ยังมีผลครอบคลุมไปถึงครอบครัว กองทุนทรัสต์ และบริษัทในเครือทั้งหมดของเขาด้วย
กระทรวงยุติธรรมแจงเป็นเรื่องปกติ ฝ่ายค้านชี้คือการคอร์รัปชัน
ทางด้านโฆษกกระทรวงยุติธรรม Natalie Baldassarre ได้ชี้แจงต่อสำนักข่าว CNN ว่า การสละสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าเสียหาย หรือการฟ้องร้องย้อนหลัง ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติปกติในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อไม่ให้คู่กรณีกลับมาฟ้องร้องกันซ้ำสองในประเด็นเดิม พร้อมระบุว่า ข้อตกลงนี้จะไม่คุ้มครองการตรวจสอบภาษีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับเอกสารภาษีที่ยื่นหลังจากวันทำสัญญา
ในขณะที่ Richard Neal ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตและกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหาเงินทุนของสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาประณามการกระทำนี้อย่างรุนแรงว่าเป็นการคอร์รัปชัน โดยระบุว่า ทรัมป์ได้เปลี่ยนรัฐบาลกลางให้กลายเป็นเครื่องมือคุ้มครองส่วนบุคคล เพื่อทำให้ภาษีของครอบครัว และอาณาจักรธุรกิจของเขา อยู่เหนือข้อบังคับทางกฎหมายอย่างถาวร
โฆษก Trump Organizaion ขานรับ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงยังคงปกป้องโครงการ
ทางฝั่ง Trump Organization ได้ออกแถลงการณ์แสดงความชื่นชมต่อข้อตกลงในครั้งนี้ โดยมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ความพยายามในการใช้หน่วยงานของรัฐเป็นเครื่องมือโจมตีกันทางการเมืองจะไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมก็ยังคงเดินหน้าปกป้องการจัดตั้ง “กองทุนต่อต้านการใช้หน่วยงานรัฐเป็นอาวุธทางการเมือง” โดยทาง Todd Blanche ได้เข้าชี้แจงต่อวุฒิสภาและยืนยันอย่างชัดเจนว่า ประธานาธิบดีและครอบครัวได้ตกลงร่วมกันแล้วว่าจะไม่ขอรับเงินเยียวยาใด ๆ จากกองทุนนี้
ส่วนทาง Stanley Woodward ผู้ช่วยอัยการสูงสุดสหรัฐฯ ก็ย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่า กองทุนนี้จะถูกบริหารจัดการอย่างไร พร้อมทั้งประกาศจุดยืนเพื่อความโปร่งใสว่าจะไม่ลงนามในข้อตกลงใด ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตลูกความของเขา ในคดีจลาจลสภาคองเกรสอย่างเด็ดขาด
ที่มา : cnn
มุมมองผู้เขียน : ประเด็นนี้สะท้อนถึงอำนาจทางการเมืองที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของข้อบังคับทางกฎหมายได้อย่างชัดเจน การที่กรมสรรพากรถูกสั่งห้ามตรวจสอบภาษีย้อนหลังถือเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีให้กับอาณาจักรธุรกิจของทรัมป์ แม้ว่าในมุมการเมืองจะถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อนก็ตาม

