สรุปข่าว
- ตุรกีขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกไปเกือบ 89% ของพอร์ตในเดือนมีนาคม 2026 คิดเป็นมูลค่าราว $1.4 หมื่นล้าน ทำให้ยอดถือครองลดลงจาก $15,700 ล้านเหลือเพียง $1,800 ล้าน
- สาเหตุหลักมาจากการที่ธนาคารกลางตุรกีต้องขายทุนสำรองระหว่างประเทศรวม $6 หมื่นล้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินลีราตุรกีในช่วงที่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น
- การขายของตุรกีเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการลดถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ของต่างชาติขนาดใหญ่ในเดือนมีนาคม รวมกว่า $108,700 ล้าน โดยญี่ปุ่นและจีนก็ขายหนักเช่นกัน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เหตุการณ์นี้สะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคที่เกิดจากสงคราม ซึ่งโดยทั่วไปสร้างความไม่แน่นอนในตลาด อย่างไรก็ตาม การขายพันธบัตรของตุรกีเป็นการป้องกันค่าเงินลีราเป็นหลัก ไม่ใช่สัญญาณโดยตรงต่อตลาดคริปโต และราคา Bitcoin กับ Ethereum ในขณะนี้ยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบโดยไม่ได้รับแรงกระตุ้นที่ชัดเจนจากข่าวนี้
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยแพร่รายงาน Treasury International Capital (TIC) ประจำเดือนมีนาคม 2026 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 โดยข้อมูลดังกล่าวเริ่มได้รับความสนใจในวงกว้างเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter และ Watcher.Guru ข้อมูลระบุว่าตุรกีขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกไปเกือบทั้งหมด โดยยอดถือครองดิ่งลงจาก $15,700 ล้านในเดือนกุมภาพันธ์เหลือเพียง $1,800 ล้านในเดือนมีนาคม คิดเป็นการขายสุทธิราว $14,000 ล้าน หรือกว่า 89% ของพอร์ตทั้งหมด การขายครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026
ธนาคารกลางตุรกีเทขายทุนสำรองเพื่อพยุงค่าเงินลีรา
แรงจูงใจหลักของตุรกีในการขายพันธบัตรสหรัฐฯ ครั้งนี้ไม่ใช่การประท้วงทางการเมืองหรือการปรับพอร์ตตามปกติ แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการป้องกันค่าเงิน ธนาคารกลางตุรกีระดมขายทุนสำรองต่างประเทศรวมสูงถึง $60,000 ล้านในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งรวมถึงพันธบัตรสหรัฐฯ ด้วย เพื่อรับมือกับแรงกดดันอย่างหนักต่อเงินลีราที่เกิดจากความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่พุ่งสูง
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อกองกำลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 4 มีนาคม 2026 ส่งผลให้การค้าโลกหยุดชะงัก ราคาพลังงานพุ่ง และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลกปะทุขึ้น ตุรกีในฐานะประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิและมีเศรษฐกิจพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูง จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตนี้
ในแง่โครงสร้างของการขาย พันธบัตรระยะยาวของตุรกีลดลงเหลือ $839 ล้าน หลังการขายสุทธิ $10,300 ล้าน ขณะที่พันธบัตรระยะสั้นลดลงเหลือ $945 ล้าน หลังขายออกไปอีก $3,700 ล้าน ก่อนหน้านี้ตุรกีเคยเพิ่มการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ขึ้นมาสูงสุดที่ $16,900 ล้านในเดือนมกราคม 2026
การขายพันธบัตรสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ระดับโลกในเดือนมีนาคม
การเคลื่อนไหวของตุรกีไม่ได้โดดเดี่ยว รายงาน TIC เดือนมีนาคมชี้ว่าผู้ถือครองต่างชาติทั้งระบบลดการถือพันธบัตรสหรัฐฯ รวมกัน $108,700 ล้าน ญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ถือครองรายใหญ่อันดับหนึ่งลดลง $47,700 ล้าน ขณะที่จีนซึ่งอยู่อันดับสองลดลงราว $41,000 ล้าน การขายพร้อมกันในวงกว้างนี้สะท้อนถึงความต้องการสภาพคล่องของรัฐบาลหลายประเทศในช่วงวิกฤตสงคราม
ในระยะยาว ตุรกีเคยถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ สูงถึงเกือบ $80,000 ล้านเมื่อประมาณหนึ่งทศวรรษก่อน ก่อนจะทยอยลดลงเรื่อยมาเพราะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับวอชิงตัน สัดส่วนการถือครองที่เหลืออยู่เพียง $1,800 ล้านในขณะนี้ถือเป็นระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่าสนใจในฐานะภาพสะท้อนของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน เมื่อประเทศต่างๆ เริ่มลดการพึ่งพาพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง แม้กรณีของตุรกีจะมีเหตุผลเฉพาะตัวเรื่องการป้องกันค่าเงิน แต่การที่ญี่ปุ่นและจีนก็ขายหนักพร้อมกันในเดือนเดียวกันรวมกว่า $100,000 ล้าน บ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นในพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังถูกทดสอบในหลายแนวรบพร้อมกัน สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือข้อมูล TIC เดือนเมษายนและพฤษภาคม ว่ากระแสการขายนี้จะดำเนินต่อเนื่องหรือชะลอลง และจะมีผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างไร ซึ่งนั่นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของทุกสินทรัพย์ทั่วโลกด้วย
ที่มา: The Kobeissi Letter, Watcher.Guru
เครดิตภาพจาก @Watcher.Guru
