สรุปข่าว
- วิจัยใหม่ชี้ ชาวอเมริกันวัยทำงานถือครองคริปโทฯ สูงถึง 67 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากร โดยมีกลุ่มคนหน้าใหม่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดกว่า 12 ล้านคนภายในปีเดียว
- ผู้ถือครองไม่ได้มีเพียงกลุ่มสายเทคโนโลยีหรือวัยรุ่น แต่ขยายไปสู่กลุ่มผู้ใช้เพศหญิง เพิ่มเป็น 42% และกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไปสูงถึง 28% รวมถึงกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่มาก
- ผู้ถือครองคริปโทฯ ส่วนใหญ่มองว่าคริปโทฯ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จริง สวนทางกับความเชื่อมั่นในระบบธนาคารดั้งเดิมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
ผลสำรวจล่าสุดจากสมาคมคริปโทเคอร์เรนซีแห่งชาติเผยให้เห็นว่า ปัจจุบันมีชาวอเมริกันวัยทำงานถือครองคริปโทฯ แล้วถึง 67 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทั้งในแง่ของอาชีพ รายได้ และอายุ โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นอย่างนัยสำคัญของนักลงทุนเพศหญิงและกลุ่มผู้สูงอายุ ยิ่งไปกว่านั้น คริปโทฯ กำลังเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เก็งกำไรไปสู่การเป็นเครื่องมือทางการเงินในชีวิตประจำวัน ซึ่งผู้ถือครองส่วนใหญ่เริ่มมีความเชื่อมั่นว่าคริปโทฯ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต แม้จะยังคงมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยและภัยสแกมอยู่บ้างก็ตาม
คริปโทเคอร์เรนซีเริ่มได้รับการยอมรับจากสาธารณชนในวงกว้างมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากอุปสรรคและกำแพงต่าง ๆ ที่เคยขวางกั้นอุตสาหกรรมเริ่มคลี่คลายลง โดยรายงานล่าสุดเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันมีชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่กว่า 67 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ได้เข้ามาถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อ้างอิงข้อมูลจาก National Cryptocurrency Association (NCA) เปิดเผยว่ากว่า 90% ของกลุ่มตัวอย่าง 10,000 รายที่ถือคริปโทฯ มีแผนที่จะทำการเข้าสะสมเพิ่มเติมในปีหน้า และอีกกว่า 77% เอ่ยชัดว่าคริปโตสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จริง
ใครๆก็ถือคริปโทฯ
ตลาดคริปโทฯ สหรัฐฯ ในปัจจุบันถือว่าเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดย NCA เปิดเผยว่าในระยะเวลาเพียง 1 ปี มีชาวอเมริกันกว่า 12 ล้านคนกรูกันเข้ามาในตลาดคริปโต แต่ที่สำคัญเลยก็คือ กลุ่มคนที่เข้ามานั้นมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นฐานรายได้,อาชีพ, พื้นที่, หรือ เจเนอเรชั่น
ขณะเดียวกัน ตลอดปีที่ผ่านมาสัดส่วนการถือครองคริปโทฯโดยเพศหญิงยังได้มากขึ้นเป็น 42% จากเดิม 34% ในปีก่อนหน้า โดยที่สัดส่วนของนักลงทุนอายุ 55 ปีขึ้นไปมีการถือครองคริปโทฯ สูงถึง 28% เมื่อเทียบกับวัยรุ่นเจนซีอายุ 18-24 ปี ที่มีสัดส่วนการถือครองน้อยกว่า
คริปโทฯ ไม่ใช่การลงทุนอีกต่อไป
งานวิจัยยังมีการระบุอีกว่า ปัจจุบันคริปโทฯ ได้กลายเป็นสิ่งที่มากกว่าแค่เครื่องมือในการลงทุนเพราะ 72% ของกลุ่มตัวอย่างมีแผนที่จะใช้งานจริง ในขณะที่อีก 65% มีความตั้งใจที่จะส่งคริปโทฯ ไปให้เพื่อนฝูงและครอบครัว
ความเห็นของกลุ่มตัวอย่างข้างต้นสอดคล้องกับตัวเลขที่ระบุว่า จำนวนการใช้งานคริปโตจากผู้ที่ถือครองได้เพิ่มขึ้นจาก 80% เป็น 87% ในปี 2025 และกว่า 40% ถูกใช้งานไปกับการชำระค่าสินค้าและบริการ โดยเกินกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่างยืนยันว่าพวกเขาจะเข้าซื้อคริปโตเพิ่มเป็นมูลค่าเฉลี่ยกว่า $5,000 ในปีข้างหน้า

ไม่เก่งเทคฯไม่ใช่ปัญหา
นอกเหนือจากเรื่องของการใช้งานแล้ว วิจัยยังบ่งชี้ว่าคริปโทฯ ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของเด็กเนิร์ดหรือสายเทคฯ อีกต่อไปแล้ว แม้สัดส่วนผู้ถือครองกว่า 18% จะยังคงเป็นผู้อยู่ในแวดวงเทคโนโลยี แต่ 21% ของผู้ถือครองในตอนนี้มาจากอุตสาหกรรมภาคการผลิตและการก่อสร้างแล้ว
งานวิจัยยังยืนยันอีกว่า ผู้ถือครองคริปโตเกินกว่าครึ่งมีรายรับน้อยกว่า $150,000 ในขณะที่ 23% มีรายรับน้อยกว่า $75,000 หรือรายได้ขั้นต่ำ โดยพวกเขาเหล่านี้เริ่มเชื่อมั่นในศักยภาพของคริปโทฯ มากขึ้นสวนทางกับความเชื่อมั่นในธนาคารที่ลดลงมาเหลือ 65%
อย่างไรก็ตามอุปสรรคที่ยังคงทำให้คริปโตไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัย ยังคงเป็นเรื่องของความปลอดภัยและสแกม แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเพียงแค่ 3% ของกลุ่มตัวอย่างเท่านั้นที่เปิดเผยว่าการถือคริปโตทำให้ชีวิตย่ำแย่ลง
ที่มา : Bitcoin.com
มุมมองผู้เขียน : การที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางกลายเป็นกำลังสำคัญในตลาด ได้เริ่มทำให้เราได้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดของระบบธนาคารแบบเดิม มากขึ้นเรื่อยๆ และมองเห็นอนาคตแล้วว่าวันหนึ่ง คริปโทฯ จะทำหน้าที่เป็นทางเลือกในการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ให้สิทธิ์และการควบคุมเงินในมือของประชาชนโดยตรงและไม่ต้องง้อผู้มีอำนาจอีกต่อไป

