สรุปข่าว
- McKinsey เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2026 คาดการณ์ว่าระบบการเงินโลกจะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Onchain มูลค่ากว่า $4 ล้านล้าน ภายในปี 2030 โดยครอบคลุม Stablecoin, เงินฝากธนาคารในรูปแบบโทเคน และสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง
- ปัจจุบัน Stablecoin ทั้งระบบมีมูลค่าหมุนเวียนอยู่ที่กว่า $3 แสนล้าน โดยประมาณ 99% อิงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และ 85% ออกโดย Tether กับ Circle เพียงสองราย
- ต้องจับตาว่ารายงานระดับนี้จาก McKinsey จะเร่งให้สถาบันการเงินรายใหญ่เดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Onchain เร็วขึ้นหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่สำนักวิจัยระดับโลกอย่าง McKinsey ออกมาคาดการณ์การเติบโตของระบบ Onchain อย่างชัดเจน ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อกลุ่ม Stablecoin และโทเคนสินทรัพย์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาคริปโตในระยะสั้นยังมีจำกัด เนื่องจากนี่เป็นเพียงรายงานการวิจัย ไม่ใช่การประกาศเชิงนโยบายหรือการลงทุนจริง
เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2026 ที่ผ่านมา บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกอย่าง McKinsey & Company ได้เผยแพร่รายงานชื่อ “Beyond stablecoins: The emerging architecture of on-chain money” ซึ่งคาดการณ์ว่าระบบการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มูลค่ากว่า $4 ล้านล้าน โดยจะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Onchain ที่ประกอบด้วยสามชั้นหลัก ได้แก่ Stablecoin, เงินฝากธนาคารในรูปแบบโทเคน และสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ตามรายงานจาก Cointelegraph รายงานนี้ยังระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Stablecoin เพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงการนำสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลางทั้งระบบมาเชื่อมกันบน Blockchain ด้วย
ตัวเลข $4 ล้านล้านมาจากไหน และหมายความว่าอย่างไร
สิ่งที่น่าสนใจในรายงานของ McKinsey คือตัวเลข $4 ล้านล้านนั้นมีหลายความหมายที่ต้องแยกให้ชัด ประการแรก คือการคาดการณ์ว่าการนำระบบ Onchain มาใช้จริง (ทั้ง Stablecoin, เงินฝากโทเคน, และ CBDC) จะเติบโตถึงระดับนั้นภายในปี 2030 ประการที่สอง ปัจจุบันระบบโอนเงินผ่านเงินฝากธนาคารในรูปแบบโทเคนนั้นมีปริมาณการโอนเกิน $4 ล้านล้านต่อปีแล้ว ซึ่งมากกว่ายอดการชำระเงินผ่าน Stablecoin อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ยอดการชำระเงินจริงผ่าน Stablecoin ในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ $390-4 แสนล้านเท่านั้น แม้ตัวเลขรวมธุรกรรมทั้งหมดจะสูงกว่านั้นมาก เพราะรวมถึงการเทรด การโอนภายในกองทุน และธุรกรรมอัตโนมัติบน Blockchain ด้วย
McKinsey ยังชี้ให้เห็นว่าในปี 2025 การชำระเงินระหว่างธุรกิจ (B2B) คิดเป็นสัดส่วนหลักของ Stablecoin payment อยู่ที่ราว $2.3 แสนล้าน หรือประมาณ 60% ของยอดรวม ขณะที่การใช้จ่ายผ่านบัตรที่เชื่อมกับ Stablecoin พุ่งขึ้นถึง 673% ในปีเดียวกัน แตะที่ $4.5 พันล้าน แสดงให้เห็นว่าการใช้งานจริงกำลังขยายตัวเร็วแม้ฐานยังเล็ก
สถานะปัจจุบันของตลาด Stablecoin และความเป็นจริงที่ยังขาด
แม้ภาพรวมจะดูสดใส แต่โครงสร้างตลาด Stablecoin ในปัจจุบันยังกระจุกตัวสูงมาก โดยประมาณ 99% ของ Stablecoin ทั้งหมดเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ และเกือบ 85% ออกโดย Tether (USDT) กับ Circle (USDC) เพียงสองราย ยอดหมุนเวียนรวมอยู่ที่กว่า $3 แสนล้านในต้นปี 2026 ซึ่งยังห่างจากเป้า $4 ล้านล้านอีกมากหากวัดเฉพาะ Stablecoin ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเรื่อง RWA แตะ $30,000 ล้าน แต่ 99% รายย่อยแตะไม่ได้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม้ตัวเลขการเติบโตของสินทรัพย์โทเคนจะน่าประทับใจ แต่การเข้าถึงจริงสำหรับนักลงทุนทั่วไปยังเป็นความท้าทายอยู่ ในด้านกฎหมาย ก็มีความเคลื่อนไหวสำคัญคือ Trump เตรียมเซ็น CLARITY Act ซึ่งหากผ่านวุฒิสภาได้จะช่วยให้กรอบกฎหมายคริปโตสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น และอาจเร่งให้สถาบันการเงินเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Onchain ที่ McKinsey พูดถึงได้เร็วขึ้น
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่ารายงานนี้สำคัญในแง่ที่ McKinsey เป็นสำนักที่สถาบันการเงินใหญ่ๆ ฟัง เมื่อมีรายงานออกมาแบบนี้มันจะช่วย “เปิดประตู” ให้ผู้บริหารธนาคารหรือกองทุนที่ยังลังเลได้หยิบเอกสารนี้ไปเป็นเหตุผลสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้าง Onchain ได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาจริงๆ คือตัวเลข $4 ล้านล้านในรายงานนี้ครอบคลุมหลายสิ่งมาก ทั้งเงินฝากโทเคน CBDC และ Stablecoin ดังนั้นอย่ารีบตีความว่า Stablecoin จะโตถึง $4 ล้านล้านแบบสแตนด์อโลน เพราะความจริงยังห่างกันมาก ที่น่าสนใจกว่าคือตัวเลขการใช้งานจริงที่โตเร็วมาก เช่น บัตรเชื่อม Stablecoin ที่โต 673% ในปีเดียว ถ้าแนวโน้มนี้ต่อเนื่องไปอีก 4-5 ปี ตลาดอาจเซอร์ไพรส์เราได้
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI
