สรุปบทความ
- RWA บนเชนแตะ 30,000 ล้านดอลลาร์ มูลค่าสินทรัพย์ที่ represent ทะลุ 352,000 ล้านดอลลาร์ พันธบัตรโทเคนโต 18% ใน 30 วัน
- หุ้นโทเคนมีมูลค่ารวมแค่ 1,140 ล้านดอลลาร์ อสังหาฯ โทเคนเป็นเศษทศนิยม ส่วนที่โตจริงคือ Stablecoin และ Tokenized Treasuries ของสถาบัน
- BlackRock BUIDL ขั้นต่ำลงทุน 5 ล้านดอลลาร์ ต้องเป็น Qualified Purchaser รายย่อยไทยที่ฝันถือคอนโดแมนฮัตตันเศษส่วน ยังเข้าไม่ถึงตลาดจริง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา NEUTRAL
ข่าวนี้เป็นกลางสำหรับตลาดคริปโตโดยรวม เพราะแม้ตัวเลข RWA on-chain จะโตและส่งสัญญาณว่าสถาบันใหญ่กำลังเข้ามาจริง ๆ แต่โครงสร้างปัจจุบันถูกออกแบบให้เฉพาะนักลงทุนสถาบัน ไม่ได้สร้าง demand จากรายย่อยที่จะดันราคาเหรียญสาย RWA ขึ้นแรง
ทุกครั้งที่ผมเปิดฟีด X เจอคำว่า RWA Tokenization ผมจะเห็นภาพเดิม ๆ คอนโดแมนฮัตตันถูกตัดเป็นชิ้น ๆ ขายเป็นโทเคนชิ้นละ 100 ดอลลาร์ คนไทยตื่นมาถือหุ้น Tesla เศษส่วนผ่านกระเป๋า MetaMask เงินล้านล้านดอลลาร์จากตลาดการเงินแบบดั้งเดิมไหลเข้ามาบนเชน เปลี่ยนชีวิตคนตัวเล็ก ๆ ให้กลายเป็นเจ้าของสินทรัพย์ระดับโลก
แต่พอเปิดดูตัวเลขจริงเมื่อปลายเดือน เม.ย. 2026 มูลค่า RWA บนเชนรวมกันแตะ 30,000 ล้านดอลลาร์ มูลค่าสินทรัพย์ที่ถูก represent ทะลุ 352,000 ล้านดอลลาร์ พันธบัตรรัฐบาลโทเคนพุ่ง 18% ใน 30 วัน บริษัทใหญ่ทุกเจ้าโหมเชียร์ตัวเลขคาดการณ์ว่าจะแตะ 19 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 ภาพรวมดูสวยงามมาก
จนกระทั่งคุณดูรายละเอียดข้างใน แล้วจะรู้ว่าคำว่า RWA ที่กำลังเฮกันนั้น แทบไม่มีส่วนไหนที่นักลงทุนรายย่อยไทยจะเข้าไปแตะได้เลย
$30,000 ล้านที่ว่า ส่วนใหญ่คือ Stablecoin กับพันธบัตรของ BlackRock

ถ้าเราแยกตัวเลข 30,000 ล้านดอลลาร์ออกเป็นชิ้น ๆ จะเห็นภาพชัดเจนทันทีว่าใครได้ประโยชน์จริง ๆ Stablecoin อย่าง USDT และ USDC คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แบบโทเคน (Tokenized Treasuries) อย่าง BUIDL ของ BlackRock, BENJI ของ Franklin Templeton, USDY ของ Ondo Finance รวมกันเป็นก้อนใหญ่อันดับสอง
ส่วนหุ้นแบบโทเคน (Tokenized Stocks) ที่คนพูดถึงกันให้ปากเปียกปากแฉะ มีมูลค่ารวมแค่ประมาณ 1,140 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นไม่ถึง 4% ของทั้งหมด อสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบโทเคน (Tokenized Real Estate) ที่ฝันกันว่าจะได้ถือคอนโดแมนฮัตตันเศษส่วน มีมูลค่าน้อยมากจนเรียกได้ว่าเป็นแค่เศษทศนิยม
คำถามคือ Stablecoin กับพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบโทเคน มัน “ปฏิวัติ” อะไร? ในเมื่อ Stablecoin คือดอลลาร์ที่ถูกห่อด้วยโทเคน และ BUIDL คือกองทุนตลาดเงินที่ขายให้เฉพาะนักลงทุนสถาบันที่ผ่านการตรวจ KYC ขั้นเทพและต้องเป็น Accredited Investor ที่มีทรัพย์สินขั้นต่ำหลายแสนดอลลาร์เท่านั้น

ฝันเรื่องคอนโดเศษส่วน ทำไมยังไม่เกิดสักที
เรื่องนี้เป็นปริศนาที่นักลงทุนรายย่อยควรขบคิดให้หนัก ทำไมเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “กระจายอำนาจ” และ “เปิดให้ทุกคนเข้าถึง” สุดท้ายแล้วในส่วนที่โตจริง ๆ กลับเป็นสินทรัพย์ที่ปิดประตูใส่หน้ารายย่อย
คำตอบอยู่ที่กฎหมายหลักทรัพย์ การโทเคนหุ้นบริษัท หรืออสังหาริมทรัพย์จริงในสหรัฐฯ ต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) หรือใช้ข้อยกเว้นที่จำกัดการเข้าถึงเฉพาะนักลงทุนที่ผ่านเกณฑ์ ผู้ออกโทเคนต้องทำ KYC ระดับเข้มข้น ห้ามขายให้คนทั่วไปในหลายเขตอำนาจศาล
ผลคือ Tokenized Stocks ที่มีอยู่บนเชนตอนนี้ ส่วนใหญ่ออกจากเขตอำนาจศาลที่ผ่อนปรนกว่า เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ หรือเบอร์มิวดา และยังกีดกันผู้ใช้จากสหรัฐฯ ไทย และอีกหลายประเทศด้วย IP Block พอเปิดเว็บเข้าไปจะเจอข้อความว่า “Service not available in your region” คนไทยที่ดีใจว่าจะได้ซื้อหุ้น Tesla ในรูปโทเคน เปิดเข้าไปก็เจอประตูปิดสนิท
The Wallchemist โพสต์ประโยคที่ผมว่าตรงประเด็นที่สุดในรอบสัปดาห์ “คริปโตทำการโทเคนสินทรัพย์สำเร็จ แต่ลืมสร้างตลาดให้มัน นี่คือปัญหาทั้งหมดของ RWA โทเคนหนึ่งตัวไม่ใช่สภาพคล่อง กระเป๋าเงินไม่ใช่ออเดอร์ซื้อ Smart Contract ไม่ใช่ตลาด”
BlackRock BUIDL กับเกมที่รายย่อยไม่ได้รับเชิญ

ตัวเลขที่โตเร็วที่สุดในกลุ่ม RWA ตอนนี้คือ Tokenized Treasuries ที่บวก 18% ใน 30 วัน ผู้นำตลาดคือ BUIDL ของ BlackRock ตามด้วย Franklin Templeton และ Ondo Finance ฟังดูดีใช่ไหมที่สถาบันใหญ่ระดับโลกเข้ามาเล่นในตลาดคริปโต
แต่เปิดเงื่อนไขการซื้อ BUIDL ดูสิครับ ขั้นต่ำในการลงทุน 5 ล้านดอลลาร์ ต้องเป็น Qualified Purchaser ตามกฎหมายสหรัฐฯ ผ่าน Onboarding ของ Securitize ที่ตรวจสอบเชิงลึกระดับธนาคารพาณิชย์ หมายความว่าต่อให้คุณมีเงินสด 50,000 ดอลลาร์อยากเอาไปฝากดอกเบี้ยพันธบัตรในรูปแบบโทเคน คุณก็ทำไม่ได้ ต้องไปซื้อพันธบัตรปกติผ่านโบรกเกอร์เหมือน 30 ปีก่อน
นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า “การปฏิวัติที่ไม่ได้เชิญพวกคุณ” ระบบรางถูกสร้างขึ้น แต่สร้างให้รถไฟของสถาบันวิ่งระหว่างกันเอง ส่วนรายย่อยยืนดูอยู่บนชานชาลาพร้อม Stablecoin ในกระเป๋า
Miles Nadimian ชี้ประเด็นที่น่าสนใจว่า “แค่ 0.0008% ของสินทรัพย์ทั้งหมดอยู่บนเชน บอกได้เลยว่าตลาดนี้ยังเริ่มต้นแค่ไหน โอกาสไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ถูกตั้งราคาไปแล้ว แต่อยู่ที่การย้ายตลาดดั้งเดิมเข้าสู่รางใหม่” คำถามคือเมื่อย้ายเสร็จแล้ว รายย่อยจะได้นั่งรถไฟด้วยหรือเปล่า
Pre-IPO โทเคนแบบ SpaceX ที่คนแห่ลงทะเบียนแล้วเงียบหาย

อีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือกระแส Tokenized Pre-IPO ช่วงปลายเดือน เม.ย. มีแพลตฟอร์มอย่าง Paimon, Ventuals และ Jarsy ออกมาประกาศว่าจะเปิดให้ซื้อหุ้น SpaceX, OpenAI, Stripe ในรูปแบบโทเคนก่อน IPO ตลาดน่าจะตื่นเต้นใช่ไหม
ความจริงคือปฏิกิริยาตลาดเงียบมาก ราคาแทบไม่ขยับ Volume การเทรดต่ำกว่าที่คาด เหตุผลเดิม คนที่อยากเข้าจริง ๆ เข้าไม่ได้ คนที่เข้าได้ก็ต้องผ่าน Whitelist ที่จำกัด สภาพคล่องในตลาดรอง (Secondary Market) บางเฉียบ ราคาผันผวนแบบไม่มีเหตุผล Spread กว้างเป็นกิโลเมตร
มันไม่ใช่การได้ “ถือ” SpaceX จริง ๆ มันคือการถือสัญญาที่อ้างอิงราคา SpaceX ผ่านโครงสร้างทางกฎหมายซับซ้อน และในบางกรณีถือผ่านบริษัท SPV ที่อยู่ในเขตอำนาจศาลที่คุณไม่เคยได้ยินชื่อ ถ้ามีปัญหาทางกฎหมายเกิดขึ้น คุณจะฟ้องใครและที่ศาลไหน

รางถูกสร้าง แต่ไม่มีตั๋วชั้นสามขาย
ดูภาพงาน XRP Tokyo ที่จัดขึ้นช่วงเดียวกัน บนเวทีมีผู้บริหารจาก Ripple, SBI, Rakuten Wallet, A16z Crypto, Fireblocks, NHK World Japan แล้วหัวข้อที่พูดคืออะไร Stablecoins, RWA Tokenization, Institutional Blockchain Adoption สังเกตคำว่า Institutional ตลอดเวลา
นี่คือเกมที่กำลังเล่นกัน สถาบันการเงินดั้งเดิมกำลังเปลี่ยนระบบหลังบ้านของตัวเอง จาก SWIFT, DTCC, Euroclear มาเป็นบล็อกเชนสาธารณะหรือกึ่งสาธารณะ ประหยัดต้นทุน Settlement ลดเวลาเคลียร์ริ่งจาก T+2 เหลือเป็นวินาที แต่ผู้เล่นยังเป็นสถาบันด้วยกันเองทั้งหมด
การที่ตัวเลข RWA on-chain โต ไม่ได้แปลว่าระบบการเงินเปิดกว้างขึ้น มันแปลว่าระบบการเงินเดิมแค่ย้ายราง สถาบันเดิมยังคุมประตู และเงื่อนไขการเข้าถึงยังเหมือนเดิมหรือเข้มกว่าเดิม เพราะ KYC บนเชนมันโหดกว่าการเปิดบัญชีโบรกเกอร์เสียอีก
คำว่า “Permissioned DeFi” ที่กำลังกลายเป็นเทรนด์ พูดง่าย ๆ คือ DeFi ที่ต้องขออนุญาต ฟังดูขัดแย้งในตัวเองใช่ไหมครับ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่กำลังถูกสร้าง
เลข 19 ล้านล้านดอลลาร์ ใครจะได้ส่วนแบ่ง

BCG, McKinsey, Boston Consulting Group และอีกหลายสำนัก พยากรณ์ตรงกันว่าตลาด RWA จะแตะ 19 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 ตัวเลขใหญ่มากใช่ไหม ใหญ่กว่า GDP ของประเทศจีนทั้งประเทศ
คำถามที่ต้องถามคือ 19 ล้านล้านนั้นจะเป็นอะไรบ้าง ถ้าโครงสร้างตอนนี้ขยายผลต่อไปแบบเดิม คำตอบคือ ส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตร กองทุนตลาดเงิน เครดิตเอกชน (Private Credit) และตราสารหนี้ของสถาบัน ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบให้เฉพาะ Qualified Investor เข้าถึง
ส่วนตลาดที่รายย่อยจะเข้าได้จริง ๆ คือ Tokenized Stocks และ Tokenized Real Estate ตัวเลขปัจจุบันรวมกันยังไม่ถึง 5% ของ RWA ทั้งหมด และโตช้ามากเพราะติดเรื่องกฎหมาย สมมติว่าโตเร็วในทศวรรษหน้า แต่จะตามทันสัดส่วนของพันธบัตรสถาบันก็คงยาก
นั่นหมายความว่า Narrative ที่ขายให้คนทั่วไปว่า “คุณจะได้เป็นเจ้าของ Apple, Tesla, คอนโดในนิวยอร์ก ผ่านโทเคนแค่ 100 บาท” เป็นเพียงโฆษณาที่หรูหรา ระหว่างที่ตลาดจริง ๆ ที่โต กลับเป็นตลาดที่คุณดูได้จากข้างนอกเท่านั้น
ความเห็นผู้เขียน

ผมไม่ได้บอกว่า RWA Tokenization เป็นเรื่องไร้สาระหรือเป็นการหลอกลวง ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนระบบการเงินของโลกจริง ๆ และอีก 10 ปีข้างหน้าระบบ Settlement ของ Wall Street อาจจะวิ่งบนบล็อกเชนทั้งหมด ส่วนตัวผมยังลงทุนในโครงการสายนี้
แต่สิ่งที่ผมอยากให้นักลงทุนรายย่อยไทยเข้าใจคือ อย่าเพิ่งเชื่อ Narrative ที่ขายความฝันสวยหรู ก่อนเข้าซื้อโทเคนอะไรที่อ้างว่า represent หุ้น อสังหา หรือสินทรัพย์จริง คุณต้องถามตัวเอง 3 ข้อ หนึ่ง ใครเป็นผู้ออกโทเคนนี้ บริษัทอยู่ที่ไหน อยู่ภายใต้กฎหมายอะไร สอง ถ้าผู้ออกล้มละลายหรือโดนคดี คุณมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรได้บ้าง สาม สภาพคล่องในตลาดรองเป็นอย่างไร ถ้าอยากขายตอนตี 3 มีคนซื้อไหม
ถ้าคำตอบของ 3 ข้อนี้ไม่ชัดเจน อย่าเพิ่งใส่เงินเข้าไป Tokenized Stocks ที่อยู่บนเชนตอนนี้หลายตัว เป็นแค่ “สัญญาที่อ้างอิงราคาหุ้น” ผ่านบริษัทตัวกลาง ไม่ใช่หุ้นจริง คุณไม่ได้สิทธิ์ออกเสียง ไม่ได้รับเงินปันผลโดยตรง และถ้าบริษัทตัวกลางมีปัญหา โทเคนของคุณอาจกลายเป็นกระดาษทันที
ส่วนตัวผมคิดว่าโอกาสจริงของรายย่อยในยุค RWA ไม่ใช่การไปเป็นเจ้าของ Manhattan Condo เศษส่วน แต่คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ให้บริการระบบ Custody, Compliance, Oracle, Settlement Layer ที่จะได้ค่าธรรมเนียมจากเงิน 19 ล้านล้านดอลลาร์ที่ไหลผ่านในอนาคต โทเคนของบริษัทเหล่านี้บางตัวเปิดให้รายย่อยซื้อได้บนกระดานเทรดทั่วไป
สุดท้ายแล้ว ทุกการปฏิวัติทางการเงินในประวัติศาสตร์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอำนาจอย่างแท้จริง มันแค่เปลี่ยนชื่อผู้ถืออำนาจ จากธนาคารพาณิชย์ มาเป็น Investment Bank, จาก Investment Bank มาเป็น Hedge Fund, จาก Hedge Fund อาจกำลังจะมาเป็น BlackRock บนบล็อกเชน คนที่ตัวเล็กที่สุดยังต้องระวังตัวเองและอ่านเงื่อนไขให้ละเอียดทุกครั้ง อย่าให้ใครหลอกขายความฝันคอนโดแมนฮัตตันด้วยโทเคนที่คุณซื้อไม่ได้จริงครับ
ภาพจาก AI
