สรุปข่าว
- สัดส่วนครองตลาดของ Ethereum ร่วงหลุดระดับสำคัญ 10% ลงมาอยู่ที่ 9.968% หายไปเกินครึ่งเมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีที่แล้ว
- ความคาดหวังที่เคยคิดว่า ETH จะเข้ามาปฏิวัติระบบการเงินดั้งเดิมในช่วงปี 2020-2021 กำลังเลือนลางหายไปในปัจจุบัน
- สัญญาณเตือนนักลงทุนสายถือยาวบ่งชี้ว่า เม็ดเงินในตลาดกำลังไหลออกจากระบบนิเวศของ Ethereum ไปสู่เชนใหม่ ๆ
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
ข้อมูลบทวิเคราะห์ BIT ระบุว่า สัดส่วนการครองมูลค่าตลาดของ Ethereum (ETH)ร่วงลงต่ำกว่า 10% โดยปัจจุบันเหลือแค่เพียง 9.968% ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างหนักเมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีก่อนที่ ETH เคยครองตลาดเกือบ 20% ของอุตสาหกรรมคริปโตทั้งหมด สัญญาณนี้สะท้อนว่าเม็ดเงินใหม่ในตลาดเริ่มไหลออกจาก Ethereum ไปยังเหรียญและระบบนิเวศอื่นมากขึ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุนกำลังสั่นคลอน
ช่วงนี้ตลาดคริปโตกำลังจับตาดูสถานการณ์ของ Ethereum อย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลล่าสุดจากบทวิเคราะห์กระดานเทรด BIT ชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนการครองมูลค่าตลาดของ ETH ได้ร่วงลงจนหลุดระดับ 10% ของตลาดคริปโตทั้งหมด ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญที่ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงอนาคตของเหรียญนี้
ตามข้อมูลจาก TradingView สัดส่วนการครองมูลค่าตลาดหรือ Market Cap Dominance ของ Ethereum (ETH) ปัจจุบันลดลงเหลือแค่เพียง 9.968% เท่านั้น

หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน Ethereum เคยครองสัดส่วนมูลค่าตลาดสูงเกือบ 20% ของตลาดคริปโตทั้งหมด แต่วันนี้ตัวเลขดังกล่าวกลับลงลงมาเหลือไม่ถึง 10% กล่าวคือ Ethereum สูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปมากกว่าครึ่งภายในเวลาไม่กี่ปี
ในช่วงตลาดกระทิงปี 2020-2021 หลายคนเคยมองว่า Ethereum คือ อนาคตของระบบการเงินโลก และจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบที่เคยมีเริ่มถูกตั้งคำถาม
สำหรับนักลงทุนคริปโต ตัวเลข Dominance ที่ลดลงมีความหมายสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่า เงินทุนใหม่ในตลาดอาจไม่ได้เลือกไหลเข้า ETH เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่กำลังกระจายไปยังเหรียญคริปโตหรือระบบนิเวศอื่นที่ตลาดมองว่า มีโอกาสเติบโตสูงกว่าในรอบนี้
ในขณะที่รายงาน Ethereum (ETH) มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 2092 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.06% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap

มุมมองของผู้เขียน: การที่สัดส่วนครองตลาดของ ETH ร่วงหลุดระดับ 10% อาจมีนัยสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันสะท้อนว่า ตลาดเริ่มมองหาตัวเลือกใหม่มากขึ้น จากนี้นักลงทุนต้องจับตาทิศทางของเงินทุนให้มากพอ ๆ กับการตามข่าวอัปเกรดหรือพัฒนาการด้านเทคโนโลยี

