bitkub-banner

เปิดโพยสู้เงินเฟ้อ หุ้น-ทองคำ-คริปโต สินทรัพย์ไหนรอด-ร่วง ในทศวรรษหน้า 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหลายรายมองตรงกันว่า หุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความมั่งคั่งระยะยาวได้ดีที่สุดในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพราะมีสิทธิในกระแสเงินสดและกำไรของบริษัทหนุนหลัง
  • ทองคำถูกจัดให้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ขาดไม่ได้ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ถือครองราว 20 ถึง 30% ของพอร์ต โดยเฉพาะในช่วงเงินเฟ้อสูง หรือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
  • คริปโตเคอร์เรนซีให้ผลตอบแทนสูงสุดในบางช่วง แต่มาพร้อมความผันผวนที่รุนแรงและกฎระเบียบที่ยังไม่นิ่ง ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้จัดสรรเป็นสัดส่วนน้อยของพอร์ตเท่านั้น

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral

บทวิเคราะห์นี้เป็นมุมมองเชิงกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุน ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายระยะสั้น จึงไม่น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อราคาสินทรัพย์ใดในทันที แต่เนื้อหาสะท้อนกระแสความเชื่อมั่นที่นักวิเคราะห์สถาบันยังคงมีต่อหุ้นในฐานะแกนหลักของพอร์ต ขณะเดียวกันก็ตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ส่วนคริปโตถูกมองด้วยความระมัดระวังมากกว่าสินทรัพย์อีกสองประเภท

ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ถูกกระหน่ำด้วยภาวะเงินเฟ้อ ทิศทางดอกเบี้ยที่คาดเดายาก และไฟสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่พร้อมปะทุทุกเมื่อ คำถามคาใจที่นักลงทุนทุกคนต้องเจอในตอนนี้คือ “เราควรจะกอดเงินสดไว้เฉยๆ หรือเอากระจายไปไว้ในสินทรัพย์ไหนถึงจะรอดและรวยที่สุด?” 

หากดูตัวเลือกหลักในตลาดปัจจุบันอย่าง หุ้น ทองคำ และคริปโตเคอร์เรนซี จะเห็นว่าแต่ละสนามมีจุดขายที่กินกันไม่ลง หุ้นให้ความเป็นเจ้าของธุรกิจ ทองคำคือ หลุมหลบภัยชั้นยอด ส่วนคริปโต คือ ตั๋วทองคำสู่ความมั่งคั่งในอนาคต

โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตลาดได้เห็นความร้อนแรงของ Bitcoin ที่พุ่งทะยานทะลุ 26% ในขณะที่พี่ใหญ่อย่างทองคำก็ขยับขึ้นมา 7.6% ปรากฏการณ์นี้ปลุกกระแสให้นักลงทุนต้องหันมาจัดกระบวนทัพกันใหม่ บทความนี้ SiamBlockchain จึงขออาสาสรุปมุมมองเจาะลึกจากกูรูการเงินระดับท็อป เพื่อเป็นแนวทางให้คุณจัดพอร์ตได้อย่างเฉียบขาดและรับมือได้ทุกสถานการณ์

หุ้น: พระเอกตัวจริงที่ยืนระยะได้นานที่สุด

แม้กระแสสินทรัพย์ดิจิทัลจะมาแรงแค่ไหน แต่ผู้เชี่ยวชาญแทบทุกคนยังคงเทใจให้หุ้นเป็นเครื่องมือปั้นความมั่งคั่งที่ดีที่สุดในอีก 10 ปีข้างหน้า

V K Vijayakumar ประธานนักยุทธศาสตร์การลงทุนจาก Geojit Investments ฟันธงว่า หุ้นคือสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งที่สุด โดยคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยระดับเลขสองหลัก (ราว 12%) ได้อย่างมั่นใจ ซึ่งเป็นความสม่ำเสมอที่ทองคำหรือคริปโต ให้ไม่ได้

ด้าน Harshal Dasani หัวหน้าฝ่ายธุรกิจจาก INVasset PMS เสริมจุดแข็งที่ทำให้หุ้นชนะขาดลอยว่า ในบรรดาสินทรัพย์ทั้ง 3 ชนิด หุ้นคือสิ่งเดียวที่มี “กระแสเงินสดและผลกำไรของบริษัท” เป็นตัวขับเคลื่อนที่แท้จริง ในขณะที่ทองคำและคริปโต ต้องพึ่งพาแค่แรงซื้อขาย (อุปสงค์-อุปทาน) ในตลาดเท่านั้น

ส่วนกลยุทธ์การลงทุน Jateen Trivedi จาก LKP Securities แนะนำว่า แค่มีวินัยในการกระจายเงินลงในกองทุนดัชนีที่คลุมทั้งหุ้นเล็ก กลาง ใหญ่ พลังของดอกเบี้ยทบต้นก็จะทำงานและสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

ทองคำ:  หลุมหลบภัยที่พอร์ตลงทุนขาดไม่ได้ 

เมื่อถามว่าทองคำจะสามารถวิ่งแซงหน้าหุ้นได้หรือไม่? คำตอบคือ “เป็นไปได้” แต่โลกต้องอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายสุดๆ เท่านั้น

Trivedi อธิบายว่า ทองคำจะฉายแสงได้ดีเยี่ยมในช่วงที่เงินเฟ้อพุ่ง หรือมีความเสี่ยงทางการเมืองสูง แต่หากมองกันยาวๆ ทั้งทศวรรษ หุ้นก็ยังชนะด้วยปัจจัยพื้นฐานอยู่ดี ทว่าถึงจะเป็นผู้ชนะอันดับสอง เขาก็ยังแนะนำให้นักลงทุนควรมีทองคำติดพอร์ตไว้ราว 20–30% เพื่อเป็นเบาะรับแรงกระแทก

ส่วนสาเหตุที่ราคาทองคำพุ่งแรงในช่วงนี้ Vijayakumar ชี้เบาะแสว่า มาจากบรรดาธนาคารกลางที่แห่ตุนทองคำ เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาลอเมริกันนั่นเอง หุ้นและทองคำจึงไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่เป็นเหมือน “กองหน้า” (การเติบโต) และ “กองหลัง” (การป้องกัน) ที่พอร์ตจะขาดไปไม่ได้

คริปโตเคอร์เรนซี: ผลตอบแทนสูงที่มาพร้อมความเสี่ยงสุดขั้ว

ประเด็นที่เห็นขัดแย้งกันมากที่สุดในบรรดาสินทรัพย์ทั้ง 3 ประเภทคือ ความเสี่ยงของคริปโตเคอร์เรนซี แม้ Bitcoin จะโชว์ฟอร์มบวก 26% จนใครๆ ก็อยากกระโดดเข้ามาลงทุน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนสติว่า “อย่าเอาภาพความหอมหวานระยะสั้น มาประเมินเป็นผลตอบแทนระยะยาว”

Trivedi เตือนว่า คริปโต คือสินทรัพย์ที่มีช่องว่างระหว่าง “ความคาดหวัง” กับ “ความเสี่ยงจริง” กว้างที่สุดในโลก นักลงทุนหวังกำไรระดับ 100% แต่ก็ต้องพร้อมรับมือกับการขาดทุนระดับ -80% ในพริบตา ดังนั้น กลยุทธ์ที่ถูกต้องคือการ “แบ่งเงินเพียงส่วนน้อย” (เงินเย็น) มาซิ่งในตลาดนี้ เพื่อไม่ให้พอร์ตหลักพังทลายเมื่อเกิดการย่อตัวรุนแรง

Harshal Dasani กล่าวสรุปทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนถือครองน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับสถิติผลตอบแทนที่ทำได้จริง ในทางกลับกัน คริปโตเคอร์เรนซี กลับเป็นสินทรัพย์ที่ถูกตั้งความคาดหวังไว้สูงเกินจริง เมื่อวัดจากผลงานที่เกิดขึ้นจริง ส่วน หุ้น ถือเป็นสินทรัพย์ที่ตลาดรับรู้และประเมินมูลค่าได้อย่างถูกต้องเหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมหุ้นจึงยังคงเป็นแกนหลักที่ไม่ควรขาดในพอร์ตการลงทุน

ที่มา : business standard


มุมมองผู้เขียน : การจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงยังคงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในภาวะที่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หุ้นและทองคำน่าจะยังเป็นสองเสาหลักที่นักลงทุนส่วนใหญ่พึ่งพาได้ต่อไป ส่วนคริปโตแม้จะมีเสน่ห์จากผลตอบแทนที่หวือหวา แต่ก็ถูกมองเป็นเครื่องมือเสริมมากกว่าแกนหลักของพอร์ต และไม่ควรลืมว่าตลาดยังสามารถพลิกกลับได้เสมอเมื่อปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป