bitkub-banner

ผู้จัดการกองทุนเตือน Bitcoin เสี่ยงร่วง หลังสหรัฐฯ ดูดสภาพคล่อง $1.5 แสนล้าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Michael Kramer ผู้จัดการกองทุนจาก Mott Capital Management เตือนว่าการดึงสภาพคล่องกว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์จากปฏิบัติการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจกดดัน Bitcoin ให้ร่วงหนักในช่วงหลายวันข้างหน้า
  • ตารางการชำระพันธบัตรทยอยเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. ต่อเนื่องถึงต้นเดือน มิ.ย. รวมกว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่ง Kramer ชี้ว่า Bitcoin มักร่วงเฉลี่ย 2.8% ในวันที่มีการออกพันธบัตรสุทธิ
  • นับตั้งแต่ปฏิทินกระทรวงการคลังสหรัฐฯ พลิกจากการชำระคืนสู่การออกพันธบัตรสุทธิเมื่อวันที่ 12 พ.ค. Bitcoin ร่วงลงแล้วประมาณ 7-8% อย่างไรก็ตาม อาจมีช่วงผ่อนคลายชั่วคราวราวกลางเดือน มิ.ย.

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish

การดึงสภาพคล่องออกจากระบบผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จำนวนมากในช่วงสั้นๆ มักทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ข้อมูลในอดีตชี้ว่าราคา BTC มีแนวโน้มลดลงในช่วงที่มีการออกพันธบัตรสุทธิ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงลบในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของการร่วงขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ในตลาดด้วย

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 ตามรายงานจาก CoinDesk Michael Kramer ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Mott Capital Management ออกมาเตือนนักลงทุนว่า Bitcoin อาจเผชิญแรงกดดันขาลงอีกระลอก หลังจากปฏิบัติการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยการดึงสภาพคล่องครั้งนี้จะทยอยเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายวัน ตั้งแต่การชำระ T-bills มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันนี้ไปจนถึงต้นเดือน มิ.ย. ราคา Bitcoin ในขณะนี้อยู่ที่ $73,048 ลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงนี้ที่ $74,456

ตารางดึงสภาพคล่องและผลกระทบต่อ Bitcoin

Kramer ระบุรายละเอียดตารางการชำระพันธบัตรว่า หลังจากวันที่ 28 พ.ค. จะมีการชำระคูปองพันธบัตรอีก 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันที่ 29 พ.ค. ตามด้วยอีก 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันที่ 1 มิ.ย. และอีก 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันที่ 2 มิ.ย. โดยอาจมีการชำระ T-bills เพิ่มเติมอีกราว 5 พันล้านถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงวันที่ 4 มิ.ย. รวมแล้วเป็นการดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบในระยะเวลาสั้นๆ ที่น่าใจหาย

กลไกที่ทำให้ Bitcoin ได้รับผลกระทบนั้นเกิดจากการที่ภาคเอกชนต้องนำเงินสดไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลใหม่ ทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ รวมถึง Bitcoin และหุ้น Kramer พบว่าตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 ถึง พ.ค. 2569 ดัชนี S&P 500 ขึ้นเพียง 9 จาก 30 วันในช่วงที่มีการออกพันธบัตรสุทธิ ขณะที่ขาดทุนเฉลี่ยสูงกว่ากำไรเฉลี่ยเกือบเท่าตัว สำหรับ Bitcoin เองมีข้อมูลว่าร่วงเฉลี่ย 2.8% ในวันที่มีการออกพันธบัตรสุทธิ และนับตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. ที่ปฏิทินกระทรวงการคลังสหรัฐฯ พลิกจากการชำระคืนสู่การออกพันธบัตรสุทธิ ราคา Bitcoin ร่วงลงแล้วประมาณ 7-8%

ความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างพันธบัตรสหรัฐฯ กับ Bitcoin

Kramer ยังชี้ให้เห็นภาพใหญ่ที่น่ากังวลยิ่งขึ้น โดยระบุว่าการออก T-bills มีความสัมพันธ์กับราคา Bitcoin ราว 80% นับตั้งแต่ปี 2564 และมักนำหน้าราคา Bitcoin ประมาณ 8 เดือน นอกจากนี้ การออกพันธบัตรคาดว่าจะทรงตัวในระดับ 6 แสนล้านถึง 8 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีจนถึงปี 2571 เนื่องจากหนี้สาธารณะสหรัฐฯ มูลค่า 38 ล้านล้านดอลลาร์จะทยอยครบกำหนดในช่วง 4 ปีข้างหน้า ซึ่งหมายความว่าแรงกดดันนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว อย่างไรก็ตาม Kramer ชี้ว่าอาจมีช่วงผ่อนคลายชั่วคราวราวกลางเดือน มิ.ย. เมื่อกระทรวงการคลังอาจเข้าสู่ช่วงชำระคืนระหว่างฤดูกาลภาษีวันที่ 15 มิ.ย. ก่อนจะกลับมาออกพันธบัตรสุทธิอีกครั้งจนถึงกลางเดือน ก.ย.

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับแรงกดดันต่อ Bitcoin จากปัจจัยมหภาคหลายชิ้น รวมถึง Bitcoin เสี่ยงร่วงต่ออีก 10% หลังเตรียมปิดเดือนพฤษภาคมในแดนลบตามสถิติในอดีต และ ต่างชาติถือพันธบัตรสหรัฐฯ ผ่านเฟดต่ำสุดรอบ 14 ปี เหลือ $2.68 ล้านล้าน ซึ่งล้วนสะท้อนภาพที่ไม่สดใสของตลาดในช่วงนี้


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการวิเคราะห์ของ Kramer มีน้ำหนักน่าฟัง เพราะมันไม่ได้อิงแค่ความรู้สึก แต่มีข้อมูลสถิติรองรับชัดเจน อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่านี่เป็นมุมมองของผู้จัดการกองทุนรายหนึ่ง ไม่ใช่ความจริงที่ตายตัว ตลาดคริปโตมีปัจจัยขับเคลื่อนหลายอย่างพร้อมกัน สิ่งที่น่าจับตาคือช่วงต้นเดือน มิ.ย. ว่า Bitcoin จะรับแรงดึงสภาพคล่องเหล่านี้ไปได้มากแค่ไหน และถ้าผ่านช่วงกลาง มิ.ย. ไปได้โดยไม่ร่วงหนักมาก ก็อาจเป็นสัญญาณดีสำหรับครึ่งหลังของปี

ที่มา: CoinDesk

ภาพจาก AI