สรุปข่าว
- Standard Chartered Bank เปรียบสถานการณ์เหรียญ Ether ในปัจจุบันว่าเหมือนหุ้น Amazon ช่วงวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมแตก เมื่อปี 2001 ที่ราคาดิ่งเหวสวนทางกับตัวชี้วัดภายในทางธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
- Geoffrey Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคาร ยังคงเชื่อมั่นในพื้นฐานระบบนิเวศ คงเป้าหมายราคา ETH ระยะยาวไว้ที่ 4,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026 และทะยานสู่ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
- เผยขุมพลังหลักของเครือข่ายมาจากความเป็นผู้นำในการครองส่วนแบ่งตลาดเหรียญ Stablecoin สูงถึง 54% และตลาด RWA อีกกว่า 62% ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish
บทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับสากลในครั้งนี้ ช่วยสร้างแรงหนุนเชิงบวกต่อจิตวิทยาตลาดในระยะยาว การดึงเอาสถิติของหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Amazon มาอ้างอิง ช่วยให้นักลงทุนรายใหญ่และกลุ่มทุนสถาบันมองข้ามสภาวะราคาซบเซาในปัจจุบัน แล้วหันมาโฟกัสปริมาณธุรกรรมรวมถึงมูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกไว้ในระบบที่ยังคงหนาแน่น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสร้างแรงช้อนซื้อในโซนแนวรับสำคัญเพื่อรอการดีดตัวกลับไปสู่มูลค่าที่แท้จริง
Standard Chartered Bank ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลก เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ฉบับใหม่ ระบุว่า สภาวะราคาเหรียญ Ether ที่ซบเซาในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนถึงตัวชี้วัดภายในของเครือข่าย Ethereum ที่กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พร้อมทั้งเปรียบเทียบสถานการณ์ของ ETH ในตอนนี้ว่า มีความคล้ายคลึงกับหุ้นของบริษัท Amazon ในช่วงที่วิกฤตฟองสบู่ดอทคอมแตกเมื่อปี 2001 เป็นอย่างมาก นำมาซึ่งความหวังครั้งใหม่ของเหล่านักลงทุนที่กำลังเผชิญหน้ากับสภาวะตลาดขาลง
Geoffrey Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลกของ Standard Chartered Bank ระบุว่า เขามองผลงานของ ETH ในลักษณะเดียวกับที่ Jeff Bezos อดีตซีอีโอของ Amazon เคยอธิบายถึงราคาหุ้นของบริษัทในช่วงวิกฤตปี 2001
โดยได้หยิบยกคำพูดจากสุนทรพจน์ในปี 2018 ของ Jeff Bezos มาอ้างอิงว่า “หุ้นไม่ใช่บริษัท และบริษัทก็ไม่ใช่หุ้น ดังนั้น ในขณะที่ผมเฝ้ามองราคาหุ้นดิ่งลงจาก 113 ดอลลาร์เหลือเพียง 6 ดอลลาร์ ผมก็กำลังเฝ้ามองตัวชี้วัดทางธุรกิจภายในของเราไปด้วย… และพบว่า ทุกๆ อย่างเกี่ยวกับธุรกิจกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น แม้ราคาหุ้นจะวิ่งไปในทิศทางที่ผิด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างภายในบริษัทกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิง”
Kendrick กล่าวเสริมว่า หลังจากผ่านพ้นจุดต่ำสุดในปี 2001 ราคาหุ้นของ Amazon ก็ได้พุ่งทะยานขึ้นถึง 1,000 เท่า ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น ที่ราคา ETH จะวิ่งไล่ตามตัวชี้วัดการใช้งานจริงภายในเครือข่าย Ethereum ได้ทัน
ตัวชี้วัดภายในโตสวนทางราคา พร้อมคงเป้าหมายระยะยาว
Kendrick อธิบายว่า ตัวชี้วัดภายในของ Ethereum ไม่ว่าจะเป็นจำนวนการทำธุรกรรม และมูลค่าสินทรัพย์รวมที่ถูกล็อกไว้ในระบบ (TVL) ต่างยังคงทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ราคาเหรียญ ETH กลับดิ่งลงมาแล้วประมาณ 57% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 โดยลงมาซื้อขายอยู่ที่ราวๆ 2,000 ดอลลาร์ ขณะที่อัตราส่วนราคาระหว่าง ETH ต่อ Bitcoin (ETH-BTC ratio) ก็ปรับตัวลดลงประมาณ 37% ในช่วงเวลาเดียวกัน
Kendrick ยังคงเชื่อมั่นว่า ตัวชี้วัดเครือข่ายที่แข็งแกร่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ราคา ETH พุ่งทะยานขึ้นได้อย่างรุนแรงในท้ายที่สุด ทำให้ Standard Chartered ยังคงยืนยันคำคาดการณ์เชิงบวกในระยะยาว โดยคงเป้าหมายราคา ETH ไว้ที่ 4,000 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2026 และราคาพุ่งสู่ 40,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2030
นอกจากนี้ Kendrick ยังคาดว่า อัตราส่วน ETH-BTC จะดีดตัวกลับขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเดิมของปี 2021 ที่ระดับประมาณ 0.08 ได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้

เหรียญ Stablecoin และสินทรัพย์ RWA ขุมพลังหลักของ Ethereum
สิ่งสำคัญที่ทำให้ธนาคารแห่งนี้มีมุมมองที่เป็นบวก คือ การที่ Ethereum ยังคงเป็นผู้นำและครองความยิ่งใหญ่ในตลาด Stablecoin รวมถึงกลุ่มสินทรัพย์ในโลกจริงที่แปลงเป็นโทเคนดิจิทัล
มูลค่าตลาดของ Stablecoin ทั่วโลก มีโอกาสเติบโตขึ้นถึง 6 เท่า ไปอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2028 จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราว 3.21 แสนล้านดอลลาร์ โดยในปัจจุบันมีเหรียญ Stablecoin ถึง 54% ที่รันอยู่บน Ethereum และธุรกรรม Stablecoin คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของการทำธุรกรรมทั้งหมดบน Ethereum ในปี 2026 และคิดเป็น 60% ของยอด TVL รวมบนเครือข่าย
ในส่วนของตลาดสินทรัพย์ RWA ที่ไม่ใช่ Stablecoin นั้น Kendrick คาดการณ์ว่า ภาคธุรกิจนี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 50 เท่า สู่ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2028 โดยปัจจุบัน Ethereum ก็เป็นผู้ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ RWA สูงถึง 62% และยังรองรับมูลค่าการปล่อยกู้บนบล็อกเชน สูงถึง 68% ของตลาดทั้งหมด
หากตลาดนี้เติบโตขึ้นตามคาดจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ส่งผลให้มูลค่ารวมของสินทรัพย์เดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้ราคาของเหรียญ ETH ทะยานสูงขึ้นตามไปด้วย
นวัตกรรมระบบนิเวศ EEZ และความคืบหน้าของกฎหมาย Clarity Act
Kendrick ยังได้เน้นย้ำถึงการเตรียมเปิดตัวเขตเศรษฐกิจอีเธอเรียม หรือ EEZ (Ethereum Economic Zone) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สินทรัพย์ต่างๆ สามารถเคลื่อนย้ายข้ามระบบนิเวศของ Ethereum ได้อย่างอิสระมากขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างโปรโตคอลต่างๆ ระบบนี้จะช่วยลดการพึ่งพาตัว Cross-chain bridges ซึ่งในอดีตมักเป็นจุดอ่อนที่ถูกแฮกเกอร์โจมตีอยู่บ่อยครั้ง พร้อมทั้งช่วยยกระดับความสะดวกในการใช้งานข้ามเครือข่ายที่รองรับระบบ EVM
ในแง่ของกฎระเบียบและการควบคุมจากภาครัฐ Kendrick ได้ชี้ให้เห็นถึงความคืบหน้าเชิงบวกเกี่ยวกับร่างกฎหมาย Clarity Act ในสหรัฐฯ โดยระบุว่า การมีกฎระเบียบข้อบังคับด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น จะกลายเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตของภาค DeFi และช่วยยกระดับกิจกรรมการใช้งานบนเครือข่าย Ethereum ให้คึกคักยิ่งขึ้นในอนาคต
ที่มา : theblock
มุมมองผู้เขียน : ตราบใดที่ตัวเลขการใช้งานจริงยังทำสถิติสูงสุดอยู่เรื่อยๆ แม้ราคาเหรียญ ETH จะดิ่งลงมา นี่ก็อาจเป็นเพียงจุดพักฐานราคา เพื่อรอเวลาพุ่งทะยานครั้งใหญ่ตามรอยหุ้น Amazon ในอดีตก็เป็นได้

