bitkub-banner

ท๊อปจิรายุส ฟันธงโลกการเงินจะไร้เงามนุษย์เตือนไทยเร่งปรับใช้ AI-บล็อกเชน 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ซีอีโอบิทคับ กรุ๊ป ชี้อนาคตอันใกล้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะวิวัฒนาการสู่ระบบอัจฉริยะทำธุรกรรมข้ามบริษัทแทนมนุษย์ พลิกโฉมโครงสร้างแรงงาน และการบริโภคยุคใหม่
  • เปรียบเทียบบล็อกเชนเป็นระบบปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่เป็นรางดิจิทัลทำงานตลอด 24 ชั่วโมง รองรับระบบอัจฉริยะที่ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัล โดยมีบิตคอยน์ทำหน้าที่เป็นทองคำดิจิทัล และหลักประกันหลัก
  • เตือนไทยเสี่ยงสูญเสียอธิปไตยทางการเงิน หากไร้เงินบาทดิจิทัล เหตุเพราะระบบอัจฉริยะจะเลือกใช้สเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ทำธุรกรรมแทน แนะเร่งปรับตัวก่อนถูกโลกบังคับเปลี่ยนในวันที่สายเกินไป

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral 

การแสดงทรรศนะของคุณท๊อป จิรายุส ในครั้งนี้ ถือเป็นปัจจัยบวกด้านจิตวิทยาในระยะยาวที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวของภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย แต่ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณซื้อขายหรือสภาวะอุปสงค์อุปทานบนกระดานเทรดโลกในปัจจุบัน

คุณท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป ได้ออกมาฉายภาพอนาคตที่กำลังให้เห็นว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง 

และหากธุรกิจไทยยังไม่เร่งทำความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ เราอาจจะต้องสูญเสียโอกาสทางการค้ามหาศาลให้กับคู่แข่งที่ก้าวล้ำไปก่อนอย่างน่าเสียดาย

1. เมื่อ AI Agent กลายเป็นลูกค้า และแรงงานกลุ่มใหม่ของโลก

คุณท๊อปมองว่า ในอนาคตอันใกล้ปัญญาประดิษฐ์จะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่คอยช่วยมนุษย์ทำงานเท่านั้น แต่มันจะวิวัฒนาการก้าวขึ้นไปเป็น AI Agent ที่สามารถทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้ในแทบทุกอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนโครงสร้างแรงงาน และการบริโภคไปตลอดกาล

นอกจากนี้ คุณท๊อปยังเชื่อว่า สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ AI เหล่านี้จะเริ่มปฏิสัมพันธ์และทำการสื่อสารเพื่อตกลงทำธุรกรรมระหว่างกันเองข้ามบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานอย่างการจองตั๋วเครื่องบิน ไปจนถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่มีความซับซ้อนและต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล

คุณท๊อปเน้นย้ำว่า AI เหล่านี้ไม่สามารถเดินเข้าไปเปิดบัญชีธนาคารแบบดั้งเดิมได้เพราะพวกมันไม่มีตัวตนทางกายภาพ แต่พวกมันสามารถเปิดกระเป๋าเงินดิจิทัลได้ด้วยตัวเอง ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวรับสกุลเงินดิจิทัลจึงอาจสูญเสียโอกาสทางการค้า ให้คู่แข่งที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าไปอย่างน่าเสียดาย

2. Blockchain ในฐานะระบบปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ

คุณท๊อปได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า หาก AI คือ ระบบปฏิบัติการที่มาประมวลผลทำงานแทนมนุษย์ บล็อกเชนก็เปรียบเสมือนระบบปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ ที่ทำหน้าที่เป็นรางประมวลผลในการส่งต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลเพื่อรองรับการทำงานของ AI เหล่านั้น

คุณท๊อปมองว่า ระบบการเงินดั้งเดิมที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เปรียบได้กับรางกายภาพ ซึ่งมีข้อจำกัดมากมาย ทั้งเรื่องเวลาปิดทำการของธนาคาร วันหยุดราชการ และยังต้องพึ่งพาแรงงานคนจำนวนมากในการควบคุมดูแลระบบส่วนต่างๆ ให้สามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างราบรื่น

คุณท๊อป เชื่อมั่นว่า ในเมื่อธรรมชาติของ AI คือ ความเป็นดิจิทัลที่พร้อมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ระบบการเงินที่จะมารองรับ จึงต้องเป็นรางดิจิทัลที่ไม่เคยหลับใหล การนำ Smart Contract มากำหนดเงื่อนไขธุรกรรมล่วงหน้า จะช่วยให้ระบบทำงานอัตโนมัติ ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมหาศาล

3. Bitcoin คือ ทองคำดิจิทัลและหลักประกันในโลกใหม่

คุณท๊อปกล่าวถึงโลกการเงินยุคเก่าว่า เรามักจะคุ้นเคยกับการนำทรัพย์สินมีค่าอย่างทองคำ หรือที่ดินมาเป็นหลักประกัน เพื่อสร้างเศรษฐกิจ แต่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มี AI เป็นตัวขับเคลื่อนหลักนั้น โลกกำลังต้องการหลักประกันรูปแบบใหม่ ที่สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

คุณท๊อปเน้นย้ำว่า โลกกำลังต้องการหลักประกันรูปแบบใหม่ที่มีเนื้อแท้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สอดรับกับการทำธุรกรรมที่รวดเร็วและไร้พรมแดนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่สินทรัพย์กายภาพแบบเดิมที่มีข้อจำกัดเรื่องการขนส่งไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้

คุณท๊อปเชื่อว่า บิตคอยน์จะก้าวเข้ามารับบทบาทเป็นทองคำดิจิทัลอย่างเต็มตัว ด้วยคุณสมบัติเด่นที่มีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ และถูกควบคุมด้วยตรรกะทางคณิตศาสตร์ สิ่งนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้คนนำมาใช้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันบนระบบบล็อกเชนที่โปร่งใส และตรวจสอบได้

4. การทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

คุณท๊อปได้เปรียบเปรยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีใหม่นี้ว่า เป็นเหมือนจักรยาน ซึ่งเป็นสุดยอดเครื่องทุ่นแรง ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถเดินทางไปได้ไกล และรวดเร็วกว่าข้อจำกัดเดิมทางร่างกายมหาศาล โดยเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยทลายข้อจำกัด และความเหลื่อมล้ำทางการเงินเช่นเดียวกัน

คุณท๊อปมองว่า ในอดีตระบบธนาคารมีต้นทุนแฝงที่สูงมาก ทั้งค่าเปิดสาขา การติดตั้งตู้เอทีเอ็ม และการขนเงินกระดาษ ภาระต้นทุนเหล่านี้ทำให้คนรายได้น้อยจำนวนมากถูกกีดกัน และเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ซึ่งเป็นปัญหาสะสมระดับโลกที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน

คุณท๊อปเชื่อว่า เมื่อโลกการเงินเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบโอเพนซอร์สบนอินเทอร์เน็ต ต้นทุนมหาศาลเหล่านี้จะมลายหายไป เปิดทางให้คนตัวเล็กตัวน้อยที่มีเพียงสมาร์ตโฟน และอินเทอร์เน็ต สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินระดับโลกได้ทัดเทียมกับมหาเศรษฐีในวอลล์สตรีท 

5. วิกฤตที่ประเทศไทยต้องเลือก ระหว่างเปลี่ยนเอง หรือให้โลกบังคับเปลี่ยน

คุณท๊อปแสดงความกังวลถึงประเด็นที่สำคัญที่สุดและถือเป็นวาระระดับชาติ นั่นคือเรื่องอธิปไตยทางการเงินของไทย หากเราไม่มีสเตเบิลคอยน์เงินบาทที่เป็นดิจิทัลเนทีฟ ประเทศไทยอาจจะต้องสูญเสียอำนาจการควบคุมทางการเงิน ในโลกการค้าออนไลน์ยุคใหม่ไปอย่างถาวร

คุณท๊อปประเมินว่า เมื่อ AI ต้องประมวลผลเลือกช่องทางทำธุรกรรม มันย่อมไม่เลือกใช้เงินบาทที่โอนยาก และมีข้อจำกัดด้านเวลา แต่จะหันไปใช้สเตเบิลคอยน์ดอลลาร์สหรัฐเป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งจะทำให้บทบาท และเครือข่ายของเงินบาทถูกลดทอนลงเรื่อยๆ จนสูญเสียความสำคัญในที่สุด

คุณท๊อปยังเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยจึงเหลือทางเลือกเพียงสองทาง คือ ยอมรับความจริงแล้วเร่งปรับตัวเข้าสู่โลกของสเตเบิลคอยน์ และสินทรัพย์สำรองอย่างบิตคอยน์ หรือจะนั่งรอจนถูกโลกบังคับให้เปลี่ยนในวันที่เราสูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งย่อมเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงกว่าหลายเท่า


มุมมองผู้เขียน :  คำเตือนนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าคิดมาก เพราะการที่ระบบ AI Agent สามารถตกลงซื้อขาย และเปิดกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อทำธุรกรรมกันเองได้ โดยไม่ต้องผ่านมนุษย์คือ จุดเปลี่ยนทางโครงสร้างที่แท้จริง ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องหันมาพัฒนาเพื่อรับมือกับกองทัพแรงงานดิจิทัลยุคใหม่