สรุปข่าว
- Jamie Dimon ประกาศในรายการ Fox Business เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ว่าธนาคารรวมถึง JPMorgan จะต่อต้าน CLARITY Act ในรูปแบบปัจจุบัน โดยชี้ว่าข้อกำหนดที่ให้บริษัทคริปโตเสนอผลตอบแทนแบบดอกเบี้ยบน Stablecoin เป็นสิ่งที่รับไม่ได้
- Dimon วิจารณ์ Brian Armstrong ซีอีโอ Coinbase ว่าใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ล็อบบี้ในวอชิงตันเพื่อผลักดันร่างกฎหมายนี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าร่างกฎหมายยังขาดมาตรการป้องกันการฟอกเงินที่เพียงพอ
- แม้คณะกรรมการธนาคารวุฒิสภาได้ผ่านร่างไปแล้วด้วยคะแนน 15-9 เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ความขัดแย้งระหว่างแบงก์กับบริษัทคริปโตยังคงเป็นตัวแปรสำคัญก่อนการโหวตในสภาเต็มคณะ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่ Jamie Dimon ออกมาต้านอย่างเปิดเผยเพิ่มความเสี่ยงที่ CLARITY Act อาจถูกแก้ไขหรือหยุดชะงักก่อนผ่านวุฒิสภา ซึ่งจะทำให้กรอบกฎหมายคริปโตในสหรัฐฯ ยังคงไม่ชัดเจนต่อไป ความไม่แน่นอนด้านกฎหมายมักสร้างแรงกดดันต่อราคา Stablecoin และตลาดคริปโตโดยรวม
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 ตามเวลาไทย (29 May 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ) Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan Chase ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการให้สัมภาษณ์ทาง Fox Business ว่าธนาคารต่างๆ รวมถึง JPMorgan จะไม่ยอมรับร่างกฎหมาย CLARITY Act ในรูปแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ตามรายงานจาก CoinDesk Dimon เตือนว่าบทบัญญัติที่เปิดทางให้บริษัทคริปโตอย่าง Coinbase เสนอผลตอบแทนแบบดอกเบี้ยบน Stablecoin โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการกำกับดูแลที่เทียบเท่ากับธนาคารพาณิชย์นั้นเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เขายังวิจารณ์ Brian Armstrong ซีอีโอ Coinbase โดยกล่าวหาว่า Armstrong ทุ่มเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อล็อบบี้วอชิงตันให้ผ่านร่างกฎหมายนี้
ต้นตอความขัดแย้ง ผลตอบแทน Stablecoin ที่แบงก์มองว่าคือดอกเบี้ยปลอมตัว
ประเด็นหลักที่ Dimon คัดค้านคือการที่ร่าง CLARITY Act ฉบับปัจจุบันยังเปิดช่องให้บริษัทคริปโตเสนอผลตอบแทนบน Stablecoin ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร แต่ไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและกฎเกณฑ์เข้มงวดเหมือนธนาคาร โดยเฉพาะในด้านการป้องกันการฟอกเงินและ Bank Secrecy Act ที่ Dimon มองว่าร่างกฎหมายนี้ยังขาดบทบัญญัติที่เพียงพอ
ก่อนหน้านี้ในเดือนพ.ค. 2569 ผู้เจรจาในวอชิงตันเคยบรรลุข้อตกลงประนีประนอมด้านผลตอบแทน Stablecoin โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผลตอบแทนแบบ passive (ได้รับเพียงแค่ถือ Stablecoin) ซึ่งถูกห้ามไว้ กับผลตอบแทนแบบ activity-based (ได้รับจากการใช้งานจริงในธุรกรรม) ซึ่งยังอนุญาตให้ทำได้ Brian Armstrong ได้ประกาศสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับแก้ไขนี้เมื่อวันที่ 1 พ.ค. แต่ดูเหมือนว่าในสายตาของ Dimon ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะปิดช่องโหว่ที่ธนาคารกังวล
ความขัดแย้งที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ Davos
ความขัดแย้งระหว่าง Dimon กับ Armstrong ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในเดือนม.ค. 2569 ทั้งสองปะทะกันที่งาน World Economic Forum ในเมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดย Dimon ตอบโต้คำกล่าวหาของ Armstrong ที่ว่าธนาคารพยายามขัดขวางกฎหมายที่เป็นมิตรกับคริปโต เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การที่ Coinbase ถอนการสนับสนุน CLARITY Act ชั่วคราว และทำให้คณะกรรมการธนาคารวุฒิสภาต้องเลื่อนการพิจารณาร่างกฎหมายออกไป
แม้ Dimon จะต่อต้านข้อกำหนดเรื่องผลตอบแทนอย่างรุนแรง เขายอมรับว่าบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่มีความชอบธรรมและมองว่า Stablecoin มีประโยชน์สำหรับธุรกรรมข้ามพรมแดนและการชำระเงินรายย่อย ซึ่งสะท้อนว่าการต่อสู้นี้ไม่ใช่เรื่องต่อต้านคริปโตทั้งหมด แต่เป็นการแย่งชิงพื้นที่ทางธุรกิจในตลาดเงินฝากและผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า JPMorgan ด่า Stablecoin ว่าอันตราย แต่แอบใช้ JPM Coin เองวันละพันล้าน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงท่าทีสองมาตรฐานของธนาคารยักษ์ใหญ่ในเรื่องนี้
สถานะ CLARITY Act และผลกระทบต่อ Tether
ปัจจุบัน CLARITY Act ผ่านคณะกรรมการธนาคารวุฒิสภาไปแล้วด้วยคะแนน 15-9 เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ถือเป็นก้าวที่ไกลที่สุดที่ร่างกฎหมายกำกับดูแลตลาดคริปโตเคยไปถึงในสภาสูง แต่ยังต้องผ่านการโหวตในสภาเต็มคณะอีกครั้ง ซึ่งการประกาศจุดยืนของ Dimon ครั้งนี้อาจสร้างแรงกดดันให้ต้องมีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ Tether ซึ่งเป็นผู้ออก USDT Stablecoin รายใหญ่ที่สุดในโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนทางกฎหมายสูงภายใต้ข้อบังคับใหม่ เนื่องจากข้อกำหนดที่ต้องสำรอง USD แบบ 1:1 และการตรวจสอบบัญชีรายเดือนสำหรับผู้ออก Stablecoin ที่มีสินทรัพย์เกิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนของ Tether ในเอลซัลวาดอร์อาจช่วยยกเว้นได้บางส่วน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า การที่ Dimon ออกมาพูดซ้ำอีกครั้งหลังจากที่ฝ่ายเจรจาเพิ่งบรรลุข้อตกลงประนีประนอมไปได้แล้วนั้น น่าสนใจมาก เพราะมันบ่งบอกว่าธนาคารใหญ่ยังไม่พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องกฎเกณฑ์ล้วนๆ แต่เป็นเรื่องธุรกิจ ถ้า Coinbase หรือ Tether สามารถเสนอผลตอบแทนบน Stablecoin ได้โดยไม่มีต้นทุนกำกับดูแลเทียบเท่ากับธนาคาร นั่นคือความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่แบงก์อยู่เฉยไม่ได้ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือว่าธนาคารจะสามารถล็อบบี้แก้ไขร่างกฎหมายได้ก่อนที่จะไปถึงการโหวตในวุฒิสภาเต็มคณะหรือไม่ ถ้าแก้ได้ บริษัทคริปโตก็อาจถูกบีบจนแบบของ Armstrong ที่ต้องการมันเป็นหมัน
ที่มา: CoinDesk
ภาพจาก AI
