bitkub-banner

ย้อนรอย The DAO ระดมทุน 12.7 ล้าน ETH ก่อนถูกแฮกจนเกิด Ethereum Hard Fork

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • The DAO ปิดการขายโทเคนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2016 หลังระดมทุนได้ 12.7 ล้าน ETH มูลค่าราว 150 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการระดมทุนแบบ crowdsale ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ ขณะนั้น
  • เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา The DAO ถูกแฮกในวันที่ 17 มิถุนายน 2016 โดยช่องโหว่แบบ reentrancy attack ทำให้ ETH กว่า 3.6 ล้านดอลลาร์ถูกโอนออกไป นำไปสู่การ hard fork ครั้งสำคัญของ Ethereum
  • เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของวงการ smart contract และ DeFi ที่ยังคงถูกอ้างถึงจนถึงปัจจุบัน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

บทความนี้เป็นการย้อนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ที่ส่งผลต่อราคาโดยตรง อย่างไรก็ตาม การระลึกถึงบทเรียนของ The DAO ช่วยตอกย้ำความสำคัญของการตรวจสอบ smart contract ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของระบบนิเวศ Ethereum ในระยะยาว

ในช่วงนี้ของทุกปี วงการ Ethereum มักย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของบล็อกเชน ตามรายงานจาก CoinDesk การขายโทเคนของ The DAO ปิดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 พฤษภาคม 2016 หลังจากเปิดระดมทุนเป็นเวลา 28 วัน โดยโครงการดังกล่าวสามารถระดมทุนได้ถึง 12.7 ล้าน ETH มูลค่าประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น นับเป็นการระดมทุนแบบ crowdsale ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต ณ เวลานั้น The DAO สร้างขึ้นบนบล็อกเชน Ethereum โดยบริษัท Slock.it จากเยอรมนี โดยมีเป้าหมายเป็นกองทุนร่วมลงทุนแบบกระจายอำนาจที่ให้นักลงทุนลงคะแนนเสียงผ่านโทเคนดิจิทัลเพื่อตัดสินใจสนับสนุนโครงการต่าง ๆ

The DAO คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

The DAO (Decentralized Autonomous Organization) เปิดตัวเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2016 โดย Slock.it ซึ่งเป็นบริษัทด้าน IoT และบล็อกเชน โค้ดส่วนใหญ่เขียนโดย Christoph Jentzsch นักพัฒนาชาวเยอรมัน แนวคิดหลักคือการสร้างกองทุนร่วมลงทุนที่ไม่มีผู้บริหารแบบดั้งเดิม แต่ใช้ smart contract บน Ethereum แทน โดยผู้ถือโทเคน DAO จะได้รับสิทธิ์ลงคะแนนเสียงในสัดส่วนตามจำนวนโทเคนที่ถือครอง ซึ่งในขณะนั้น Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ก็เป็นหนึ่งในผู้ดูแล (curator) ของโครงการด้วย

ความสำเร็จในการระดมทุนของ The DAO สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นเต้นของชุมชนคริปโตต่อแนวคิด DeFi และธรรมาภิบาลแบบกระจายอำนาจในยุคแรก การที่นักลงทุนทั่วโลกร่วมกันส่ง ETH เข้ามาถึง 12.7 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 28 วัน ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า Ethereum กำลังก้าวขึ้นมาเป็นมากกว่าแค่สกุลเงินดิจิทัล

จากความหวังสู่หายนะ บทเรียนที่วงการยังจำ

ความสำเร็จของ The DAO กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังปิดการขายโทเคน ในวันที่ 17 มิถุนายน 2016 ผู้โจมตีได้ใช้ช่องโหว่แบบ reentrancy attack ในโค้ด smart contract ของ The DAO สามารถโอน ETH ออกไปได้ถึงประมาณ 3.6 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราวหนึ่งในสามของเงินทุนทั้งหมด มูลค่าประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น ซึ่งช่องโหว่นี้อยู่ในโค้ด smart contract ของ The DAO เอง ไม่ใช่ข้อบกพร่องของบล็อกเชน Ethereum

ผลที่ตามมาคือการถกเถียงครั้งใหญ่ในชุมชน Ethereum ว่าจะตอบสนองอย่างไร สุดท้ายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2016 ชุมชน Ethereum ตัดสินใจทำ hard fork บล็อกเชนเพื่อกู้คืนเงินทั้งหมดกลับคืนสู่ smart contract เดิม การตัดสินใจนี้แม้จะช่วยปกป้องนักลงทุน แต่ก็ทำให้บล็อกเชนแยกออกเป็นสองสาย ได้แก่ Ethereum ที่รู้จักกันในปัจจุบัน และ Ethereum Classic ซึ่งยังคงใช้บล็อกเชนสายเดิม เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ DeFi และยังถูกอ้างอิงในการพัฒนา smart contract ทุกวันนี้


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องของ The DAO เป็นหนึ่งในบทเรียนที่ทรงคุณค่าที่สุดในวงการคริปโต เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า “code is law” ไม่ได้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อโค้ดนั้นมีช่องโหว่ น่าสังเกตว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในยุคที่ Ethereum ยังใหม่มาก แต่วงการก็ผ่านวิกฤตครั้งนั้นมาได้และยังคงเติบโตต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันที่ ETH มีราคาอยู่ที่ราว $2,011 สิ่งที่น่าจับตาคือบทเรียนเรื่อง reentrancy attack ยังคงมีความสำคัญมากในโลก DeFi ปัจจุบัน เพราะยังมีโปรเจกต์ใหม่ที่พลาดท่าในจุดเดิมอยู่เสมอ

ที่มา: @CoinDesk

ภาพจาก AI