สรุปข่าว
- ผู้โจมตีเจาะระบบโทเคน TSR บน BNB Chain เสกเหรียญโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 99 ล้านดอลลาร์แล้วทุ่มเทขายออกตลาด
- เงินที่ได้ถูกแปลงเป็น USDT ราว 2.5 ล้านดอลลาร์ จากนั้นโอนข้ามเชนมายัง Ethereum แล้วแยกออกเป็น 1,285.5 ETH
- เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโทเคนขนาดเล็กบน BNB Chain ที่ยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
แม้ความเสียหายจะจำกัดอยู่ที่โทเคน TSR ซึ่งเป็นเหรียญขนาดเล็กและไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อ BNB หรือ ETH ในภาพรวม แต่เหตุการณ์ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ บน BNB Chain อาจกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงทุนในโทเคนขนาดเล็กบนเชนนี้
เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 2 มิ.ย. 2569 ตามเวลาไทย ตลาดคริปโตได้รับรายงานเหตุการณ์เจาะระบบครั้งใหม่บน BNB Chain เมื่อโทเคน TSR ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีที่สร้างความเสียหายราว 2.5 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานจาก Coin Bureau ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก PeckShieldAlert และ Specter ผู้โจมตีสามารถเสกโทเคน TSR ได้ถึง 99 ล้านดอลลาร์โดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นทุ่มเทขายออกสู่ตลาดจนราคาคู่ TSR/USDT ดิ่งลงแทบเป็นศูนย์ เงินที่ได้ถูกแปลงเป็น USDT ราว 2.5 ล้านดอลลาร์ โอนข้ามเชนมายัง Ethereum และกระจายออกเป็น 1,285.5 ETH เพื่อปิดร่องรอย

วิธีการโจมตีและเส้นทางเงิน
รูปแบบการโจมตีครั้งนี้ตรงไปตรงมา ผู้โจมตีใช้ช่องโหว่ในสัญญาอัจฉริยะของโทเคน TSR เพื่อเสกเหรียญใหม่จำนวนมหาศาลถึง 99 ล้านดอลลาร์เข้ากระเป๋าของตัวเอง แล้วนำเหรียญดังกล่าวขายออกตลาดในทันที ส่งผลให้สภาพคล่องของคู่เทรด TSR/USDT ถูกดูดออกจนหมด และราคาโทเคนถูกทำลายลงโดยสมบูรณ์
หลังจากแปลงเป็น USDT แล้ว ผู้โจมตีโอนเงินข้ามเชนมายัง Ethereum และแบ่งเงินออกเป็น 1,285.5 ETH เพื่อลดร่องรอยและทำให้การติดตามยากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่นักโจมตีในวงการคริปโตใช้กันบ่อยในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคา ETH ในขณะนี้อยู่ที่ 1,982.09 ดอลลาร์ มูลค่า ETH ที่ถูกโอนออกไปรวมกันราว 2.55 ล้านดอลลาร์
BNB Chain กับปัญหาความปลอดภัยที่เกิดซ้ำ
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเหตุการณ์ Gravity Bridge ถูกแฮกกุญแจลายเซ็น สูญ $5.4 ล้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการโจมตีช่องโหว่ในระบบนิเวศบล็อกเชนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีกรณี Radiant Capital ประกาศปิดตัวหลังฟื้นไม่ไหวจากการถูกแฮกปี 2024 ซึ่งสะท้อนว่าผลกระทบของการโจมตีบางครั้งรุนแรงถึงขนาดทำให้โปรเจกต์ต้องปิดตัวถาวร
นักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยชี้ว่าโทเคนขนาดเล็กที่ไม่ได้รับการตรวจสอบโค้ดอย่างละเอียดมักเป็นเป้าหมายที่ง่ายสำหรับผู้โจมตี โดยเฉพาะฟังก์ชันเสกที่หากมีช่องโหว่ในการควบคุมสิทธิ์เข้าถึง ก็สามารถถูกนำมาใช้ในการสร้างเหรียญใหม่ได้ไม่จำกัด ผู้ใช้งานควรตรวจสอบว่าโปรเจกต์ที่ตัวเองลงทุนผ่านการตรวจสอบโค้ดโดยบริษัทภายนอกหรือไม่ ก่อนตัดสินใจเข้าไปถือครองหรือให้สภาพคล่อง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการโจมตีแบบเสกแล้วเท (mint-and-dump) แบบนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนสำหรับนักลงทุนที่ชื่นชอบโทเคนขนาดเล็กบน BNB Chain ก่อนจะลงทุนในโปรเจกต์ใดก็ตาม ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าฟังก์ชันเสกในสัญญาอัจฉริยะถูกล็อกหรือมีระบบควบคุมที่รัดกุม ไม่ใช่แค่ดูว่าโปรเจกต์มีหน้าตาสวยงามหรือเผยแพร่เอกสารครบถ้วน ที่น่าเป็นห่วงคือเงินเกือบทั้งหมดถูกโอนออกไปยัง Ethereum แล้ว โอกาสที่เหยื่อจะได้เงินคืนมีน้อยมากหากไม่มีการดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างจริงจัง
ที่มา: @coinbureau
ภาพจาก AI

