สรุปข่าว
- Alex Krüger นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ออกมาโต้แย้งอย่างรุนแรงว่า คริปโทฯ ประสบความล้มเหลวในฐานะประเภทของสินทรัพย์ เนื่องจากโทเคนส่วนใหญ่ไร้มูลค่า
- เขายอมรับว่านวัตกรรมบนบล็อกเชน เช่น Stablecoin และ Tokenization มีการใช้งานจริงที่เติบโตและพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่คริปโทฯ
- เขาชี้เป้าว่ามีเพียง 3 เซกเตอร์หลักที่จะรอดชีวิต ได้แก่ Privacy เช่น Zcash , AI ที่มีรายได้และหาลูกค้าได้จริง ไม่ใช่แค่ขายสตอรี่เนื้อเรื่อง และตลาดพยากรณ์
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
Alex Krüger นักเศรษฐศาสตร์ได้ออกมาแสดงทัศนะว่า คริปโทฯ ล้มเหลวลงแล้วในฐานะประเภทของสินทรัพย์ลงทุน เนื่องจากเหรียญส่วนใหญ่ขาดกลไกการสร้างมูลค่าที่แท้จริง และระบบนิเวศมักถูกคุกคามโดยกลุ่มผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ อย่างไรก็ดี เขาเน้นย้ำว่าสิ่งที่กำลังเติบโตและเป็นเทรนด์อนาคตคือเทคโนโลยีบล็อกเชน และเชื่อว่าตลาดจะสามารถกำเนิดใหม่ได้จากเถ้าถ่านความล้มเหลวของคริปโทฯ รุ่นเก่า
Alex Krüger นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “คริปโทฯ ” ว่าล้มเหลวลงในฐานะประเภทของสินทรัพย์ แม้ว่าอัตราการยอมรับนวัตกรรมใหม่ในโลกบล็อกเชน เช่น Stablecoin , Tokenization , Prediction Markets และตลาดอนุพันธ์ จะพุ่งสูงขึ้นก็ตาม
Krüger ชี้ให้เห็นรอยร้าวขนาดใหญ่ระหว่างตลาดคริปโตที่เต็มไปด้วยการเก็งกำไรในอดีต กับกลุ่มอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่สร้างประโยชน์ใช้งานได้จริง โดยเขาระบุว่าเหรียญคริปโตส่วนใหญ่ในตลาดล้มเหลวในการสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือครอง ซ้ำร้ายบรรดาผู้ก่อตั้งโปรเจกต์และกลุ่มคนวงใน มักจะอาศัยช่องโหว่ในการเทขายเหรียญใส่มือนักลงทุนรายย่อยเพื่อสูบสภาพคล่องออกไปอยู่เป็นประจำ
“ในตอนนี้ผมมองว่าคริปโตส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ที่ล้มเหลวไปแล้ว” Krüger เขียนระบุในโพสต์พร้อมเสริมว่า สินทรัพย์เหล่านั้นไม่มีมูลค่าในตัวเอง แถมผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่ยังฉวยโอกาสเทขายเหรียญแบบไม่เลือกหน้า หรือบางรายก็เป็นมิจฉาชีพแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
ยิ่งไปกว่านั้นความเสียหายยังถูกซ้ำเติมด้วยสิ่งที่ Krüger เรียกว่า “วัฏจักรไร้สาระของเหรียญมีม” ที่ดึงเอาด้านมืดของมนุษย์ออกมา และสูบทั้งเงินทุนรวมถึงทำลายขวัญกำลังใจของผู้เล่นในตลาดไปจนหมดสิ้น ผนวกกับเหตุการณ์แฮกโปรเจกต์ DeFi ที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันนับตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว ยิ่งทำลายความน่าเชื่อถือของคริปโตในฐานะสินทรัพย์น่าลงทุน
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ยอมรับว่า มุมมองของเขาอาจดูย้อนแย้งในตัวเอง เพราะหากหันไปมองฝั่งระบบนิเวศของบล็อกเชนจะพบว่าหลายภาคส่วนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับเขาสิ่งที่กำลังเป็นกระแสกันอยู่นั้น เป็นเรื่องของ “บล็อกเชน” มากกว่าคริปโทฯ และสิ่งที่จะเติบโตขึ้นถัดจากนี้ก็ไม่ใช่คริปโทฯ รุ่นเก่า
เขายกตัวอย่างกรณีของ Hyperliquid ขึ้นมา โดยมีการระบุว่า แพลตฟอร์มมีการคืนกำไรคืนสู่นักลงทุนผ่านการซื้อเหรียญคืนกลับเข้ามาจากกำไรที่ทำได้ มีความเชื่อมโยงกับรายได้ของโปรเจกต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนอยากจะเห็น และอยากจะร่วมลงทุนกับโปรเจกต์
แต่ถึงแม้ว่าคริปโทฯ ส่วนใหญ่จะล้มเหลว แต่ Krüger ก็ไม่ได้มองว่าอุตสาหกรรมนี้จะตายไปเสียทีเดียว โดยเขาชี้ว่ายังมีคริปโทฯ กลุ่ม “รุ่นเก๋า” อยู่ 2 ประเภทที่ยังคงไปต่อได้และตอบโจทย์ตลาดจริง นั่นคือฝั่งของ Privacy และ AI
ในส่วนของเหรียญกลุ่ม Privacy นั้น Krüger อธิบายว่า ความต้องการพื้นที่จัดเก็บมูลค่าแบบเป็นส่วนตัวและไม่ผ่านตัวกลางยังคงเติบโตอย่างมาก ปัจจัยหนึ่งมาจากความตื่นตัวในเรื่องความปลอดภัยของสินทรัพย์ หลังจากเกิดคดีดังที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) สั่งยึด Bitcoin มูลค่าสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ จากเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงต้มตุ๋นในกัมพูชา ซึ่งมีการยื่นเอกสารทางกฎหมายไปเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ถือครองรายใหญ่เริ่มมองหาทางเลือกอื่นที่แกะรอยได้ยากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ สินทรัพย์ที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินในกลุ่ม Privacy ได้มากที่สุดในปัจจุบันจึงตกเป็นของ Zcash ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีพฤติกรรมราคาที่น่าสนใจมาก เพราะในขณะที่ Bitcoin กำลังอยู่ในเทรนด์ขาลง แต่ Zcash กลับปรับตัวสวนทางเป็นขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ากำลังเกิดการโยกย้ายเงินทุนครั้งสำคัญจากกลุ่มผู้ถือบิตคอยน์ เข้ามาหลบภัยในเหรียญส่วนตัวประเภทนี้นั่นเอง
ถัดมาคือเรื่องของ AI แต่คราวนี้ Krüger ย้ำชัดว่าจะมีเพียงไม่กี่โปรเจกต์เท่านั้นไม่ใช่กอดคอรอดกันทั้งหมด โดยเขานิยามโทเคนในกลุ่มนี้ว่า บินได้สูงแต่ไม่มีพื้นฐานรองรับจริง ทำให้ต้องมาดูว่าแพลตฟอร์มไหนสามารถหาลูกค้าและทำรายได้ได้จริง เช่น Venice
โดยสรุปแล้ว Krüger มองว่าคริปโทฯ รุ่นเก่านั้นล้มเหลวไปแล้ว แต่จากเถ้าถ่านคริปโทฯ จะถือกำเนิดใหม่ด้วยความต้องการจากฝั่งของ TradFi ซึ่งจะนำโดย Privacy, AI และตลาดพยากรณ์ ซึ่งนักลงทุนก็ต้องมาดูกันต่อว่า 3 สิ่งนี้จะช่วยทำให้ตลาดคริปโตฟื้นตัวกลับคืนมาได้หรือไม่
ที่มา: Newsbtc
มุมมองผู้เขียน : สิ่งที่ Krüger พยายามสื่ออาจหมายถึงการเปลี่ยนผ่านของคริปโทฯ ไปสู่สินทรัพย์ที่ทำหน้าที่เสมือนหุ้นที่มีรายได้จริง มากกว่าการขายฝันเรื่องการใช้งาน เทคโนโลยีใหม่ และเก็งกำไรไปวันๆ ซึ่งตลาดจะเป็นผู้พิสูจน์เองว่าโปรเจกต์ไหนจะยังรอดและโปรเจกต์ไหนกำลังจะตาย

