bitkub-banner

ทองคำร่วงหลุดเส้น 200DMA เข้าสู่ตลาดหมี จุดประกายความหวังให้ฝั่งกระทิง Bitcoin

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ราคาทองคำร่วงหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 โดยราคาดิ่งลงต่ำกว่า 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์และเข้าสู่สภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากรายงานตัวเลขการจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอาจตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้
  • อัตราส่วนมูลค่าระหว่าง Bitcoin ต่อทองคำปรับตัวสูงขึ้น 3% ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกเล็กน้อยสำหรับฝั่งกระทิงแม้ตลาดภาพรวมจะถูกกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าก็ตาม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

การปรับฐานของราคาทองคำจนหลุดแนวรับสำคัญและแรงกดดันจากดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าถือเป็นปัจจัยท้าทายสำหรับสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวมแต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้อัตราส่วนมูลค่าของ Bitcoin เริ่มฟื้นตัวกลับมาได้บ้าง

ราคาทองคำได้ปรับตัวลดลงจนหลุดระดับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน หรือ 200DMA ซึ่งเป็นเครื่องมือทางเทคนิคระยะยาวที่นักลงทุนให้ความสำคัญในการติดตามราคาปิดเฉลี่ยย้อนหลัง การหลุดแนวรับสำคัญนี้มักถูกตีความว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าแรงส่งในขาขึ้นระยะยาวได้อ่อนกำลังลงและอาจกำลังเกิดการกลับตัวของเทรนด์ในภาพกว้าง

นี่ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ที่ราคาทองคำร่วงลงมาซื้อขายอยู่ต่ำกว่าเส้น 200DMA โดยล่าสุดราคาได้ดิ่งลงไปอยู่ต่ำกว่าระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การร่วงลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ราคาทองคำเคยพุ่งทะยานอย่างรุนแรงเกือบ 200% โดยไต่ระดับจากจุดที่ต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนตุลาคม 2023 ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,600 ดอลลาร์ในเดือนมกราคมปีนี้ ซึ่งแรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่มาจากกระแสการลงทุนเพื่อป้องกันการเสื่อมค่าของเงินท่ามกลางการใช้จ่ายของรัฐบาล หนี้สินที่พุ่งสูง และนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

ปัจจุบันทองคำได้ก้าวเข้าสู่สภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการหลังจากปรับตัวลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุด โดยความอ่อนแอระลอกล่าสุดเป็นผลสืบเนื่องมาจากรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ส่งผลให้ตลาดเริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดอีกครั้ง

ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ระบุว่าขณะนี้นักลงทุนกำลังให้น้ำหนักกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคม ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นไปอยู่ในกรอบ 3.75% ถึง 4.00% ในขณะเดียวกัน Silver ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงกว่าทองคำก็กำลังทดสอบแนวรับเส้น 200DMA ของตัวเองที่บริเวณ 67 ดอลลาร์ต่อออนซ์เช่นกัน

ทางด้านของ Bitcoin อัตราส่วนที่ใช้วัดว่า 1 Bitcoin สามารถซื้อทองคำได้กี่ออนซ์ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามาอยู่ที่ 14.72 ออนซ์ สอดคล้องกับการฟื้นตัวของราคา Bitcoin ที่พยายามกลับขึ้นไปทดสอบระดับ 63,000 ดอลลาร์

แม้จะมีการฟื้นตัวเกิดขึ้น แต่อัตราส่วนดังกล่าวยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ที่เคยทำไว้ราว 41 ออนซ์ถึง 70% โดยเมื่อเดือนที่แล้วอัตราส่วนนี้ไม่สามารถทะลุผ่านเส้น 200DMA ไปได้ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ราคา Bitcoin จะร่วงหลุด 60,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามการที่อัตราส่วนนี้ยังคงยืนเหนือจุดต่ำสุดของเดือนกุมภาพันธ์ได้ถือเป็นสัญญาณแห่งความยืดหยุ่นที่ช่วยต่อความหวังให้กับนักลงทุนฝั่งกระทิง

นอกจากนี้ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐหรือ DXY ที่แข็งค่าทะลุระดับ 100 ได้กลับมาสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่ามักจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ และคริปโตเคอร์เรนซี เพราะมันทำให้สภาวะการเงินโลกตึงตัวขึ้น สภาพคล่องลดลง และทำให้สินทรัพย์ที่ประเมินมูลค่าเป็นสกุลเงินดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

ที่มา:coindesk


มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าการร่วงหลุดเส้น 200DMA ของทองคำสะท้อนให้เห็นถึงการจัดสรรเม็ดเงินใหม่ของนักลงทุนระดับสถาบันครับ เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาแข็งแกร่งและธนาคารกลางมีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ย เงินทุนจึงไหลกลับเข้าสู่ดอลลาร์และสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย แม้ว่าดอลลาร์ที่แข็งค่าจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดคริปโต แต่การที่ Bitcoin สามารถประคองตัวและมีอัตราส่วนเมื่อเทียบกับทองคำที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ บ่งบอกว่า Bitcoin เริ่มสร้างฐานราคาของตัวเองได้อย่างแข็งแกร่งและอาจกลายเป็นหลุมหลบภัยทางเลือกใหม่ในจังหวะที่ทองคำสูญเสียแรงส่งในระยะยาวครับ