สรุปข่าว
- Anthropic เปิดตัวปัญญาประดิษฐ์ AI เวอร์ชันใช้งานทั่วไป ภายใต้ Fable 5 ที่พัฒนาต่อยอดมาจากโครงสร้างโมเดลตัวท็อปอย่าง Claude Mythos จุดชนวนความตื่นตระหนกในหมู่ผู้ใช้งานคริปโตระดับโลก
- ชุมชนผวาในความสามารถสุดโหด หลังประวัติการทดสอบชี้ชัดโมเดลรุ่นนี้เคยเจาะระบบแกะรอยเจอช่องโหว่ความรุนแรงสูงในซอฟต์แวร์สำคัญมาแล้วมากกว่า 10,000 จุด หวั่นแฮ็กเกอร์นำไปใช้โจมตีบล็อกเชน และแพลตฟอร์ม DeFi ได้ง่ายขึ้น
- ผู้เชี่ยวชาญเสียงแตก ฝ่ายหนึ่งเตือนโปรเจกต์เกิดใหม่ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบโค้ดหลังบ้านอย่างละเอียดเสี่ยงเป็นเป้าโจมตีรายต่อไป ขณะที่ผู้ก่อตั้ง Curve Finance มองข้ามช็อตชี้ ความเสี่ยงที่แท้จริงคือ ความความประมาทของผู้ปฏิบัติงานเอง
แนวโน้ที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
แม้ข่าวการเปิดตัวนี้จะสร้างความกังวลใจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระยะสั้น แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เป็นตัวเร่งสำคัญที่บีบให้เหล่านักพัฒนาโปรโตคอลคริปโตต้องตื่นตัวอัปเกรดระบบรักษาความปลอดภัยบนบล็อกเชนให้หนาแน่นยิ่งขึ้น ข้อมูลนี้ยังไม่ได้สร้างผลกระทบต่อราคาเหรียญหลักในตลาดโดยตรง
Anthropic ได้เปิดตัว Fable 5 ซึ่งเป็นเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปของโมเดล AI ที่เดิมใช้ชื่อว่า Claude Mythos โดยก่อนหน้านี้ AI ตัวนี้เคยตรวจพบช่องโหว่ความรุนแรงสูงมากกว่า 10,000 จุด ในซอฟต์แวร์สำคัญหลายโปรเจกต์
แม้ว่าบริษัท Anthropic จะใส่มาตรการป้องกันการนำไปใช้งานในทางที่ผิด แต่การเปิดตัวครั้งนี้ ก็จุดกระแสถกเถียงในวงการคริปโตว่า AI ที่เก่งขนาดนี้ อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของบล็อกเชนและ DeFi ได้
ผู้ใช้งานบางคนมองว่า AI จะช่วยให้การค้นหาช่องโหว่ของ Smart Contract ทำได้ง่ายขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่า ความเสี่ยงด้านการใช้งานที่แท้จริง ยังคงเป็นเรื่องของการรักษาความปลอดภัย เช่น กรณีกระเป๋าเงินถูกแฮ็ก หรือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
หลังจากที่ Anthropic เปิดตัว Fable 5 อย่างเป็นทางการ ทำให้ทั้งนักลงทุน นักพัฒนา และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยหลายคนเริ่มกังวลว่า AI ระดับสูงแบบนี้ อาจกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้แฮกเกอร์สามารถโจมตีบล็อกเชน และแพลตฟอร์ม DeFi ได้ง่ายขึ้น
โดยสาเหตุหลัก ๆ มาจากการที่ Anthropic เคยเปิดเผยว่า Claude Mythos สามารถค้นพบช่องโหว่ที่ร้ายแรงกว่า 10,000 จุด ในซอฟต์แวร์สำคัญต่าง ๆ จนเกิดคำถามว่า เทคโนโลยีที่มีความสามารถระดับนี้ ควรถูกเปิดให้คนทั่วไปใช้งานหรือไม่
ซึ่ง Anthropic ก็พยายามลดความกังวล ด้วยการติดตั้งระบบป้องกันหลายชั้น โดยระบุว่า โมเดล Fable 5 ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้งานสำหรับสาธารณะแล้ว
ส่วนงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่มีความอ่อนไหวบางประเภท จะถูกส่งต่อไปยังโมเดลอีกตัวหนึ่งคือ Claude Opus 4.8
บริษัท Anthropic ออกมายอมรับว่า AI ที่มีความสามารถในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สูง ย่อมมีความเสี่ยงในตัวเอง และมาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมา เพื่อลดโอกาสในการถูกนำไปใช้สร้างความเสียหาย
แม้จะมีระบบป้องกัน แต่หลายคนในวงการคริปโตยังคงกังวล โดย Simon Dedic ผู้ก่อตั้ง Moonrock Capital มองว่า AI รุ่นใหม่นี้ อาจทำให้การค้นหาช่องโหว่ใน Smart Contract ใช้ความรู้และทรัพยากรน้อยลงมาก พร้อมทั้งเชื่อว่า โปรเจกต์ที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเพียงพอ อาจตกเป็นเป้าหมายของผู้ไม่หวังดีที่ใช้ AI ช่วยสแกนหาจุดอ่อนได้
Simon Dedic ยังแนะนำให้ผู้ใช้งานเพิ่มความระมัดระวัง เช่น ตรวจสอบสิทธิ์การเชื่อมต่อของ Wallet เป็นประจำ, ลดการใช้งานโปรโตคอลที่มีความเสี่ยงสูง และเก็บสินทรัพย์ไว้ใน Hardware Wallet เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
ในขณะที่ Michael Egorov ผู้ร่วมก่อตั้ง Curve Finance มองว่า การที่ Mythos หาช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ทั่วไปได้ดี ไม่ได้หมายความว่า จะเจาะสัญญา Smart Contract ได้ง่าย เพราะซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมมีโค้ดซับซ้อนหลายล้านบรรทัด
ซึ่ง Smart Contract ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกว่ามาก ทำให้ทั้งมนุษย์ ผู้ตรวจสอบ และ AI สามารถวิเคราะห์และตรวจจับข้อผิดพลาดได้อย่างทั่วถึงอยู่แล้ว
แต่ Michael Egorov มองว่า ความเสี่ยงที่น่ากลัวกว่าคือ ปัญหาด้าน Operational Security เช่น กระเป๋า Multisig ถูกเจาะ, การโจมตีแบบ Supply Chain ผ่าน Frontend และ การแฮ็กโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับแอปพลิเคชัน DeFi
นอกจากนี้ Anthropic ยังยืนยันว่า จะเปิดให้กลุ่มองค์กรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานบางแห่ง ใช้งาน Claude Mythos 5 ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่มีข้อจำกัดน้อยกว่าโมเดล Fable 5 ที่เปิดให้คนทั่วไปใช้
ทำให้หลายคนในวงการคริปโตยังคงจับตาดูว่า AI รุ่นใหม่นี้ จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมความปลอดภัย หรือจะทำให้การแข่งขันระหว่างนักพัฒนากับแฮกเกอร์ดุเดือดยิ่งขึ้นในอนาคต
ที่มา : coinpaper
มุมมองผู้เขียน : ความกังวลของชุมชนถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะความสามารถในการขุดคุ้ยช่องโหว่ซอฟต์แวร์กว่าหมื่นจุดของ AI คืออาวุธสงครามไซเบอร์ดีๆ นี่เอง แม้ฝั่งผู้พัฒนาจะพยายามตีกรอบลดทอนความสามารถลง และแนะให้ไปใช้เวอร์ชันองค์กรแทน แต่แฮกเกอร์ก็มักจะหาวิธีดัดแปลงเครื่องมือเหล่านี้มาใช้โจมตีช่องโหว่ได้ก่อนคนอื่นเสมอ
