สรุปข่าว
- มูลค่าบริษัท SpaceX ของ Elon Musk เดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่งบนตลาดหุ้น Nasdaq จนทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดพุ่งทะลุ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ และกำลังเตรียมทำสถิติใหญ่กว่ามูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ถึงสองเท่า
- ปัจจัยหลักที่ดันราคาหุ้นในช่วงก่อนเปิดตลาดมาจากข่าวการเข้าซื้อกิจการ Anysphere สตูดิโอผู้พัฒนา AI ตัวช่วยเขียนโค้ดชื่อดังอย่าง Cursor ด้วยมูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปเสริมทัพความสามารถให้กับแชตบอต Grok ของบริษัท xAI
- แม้ว่ากระแสความร้อนแรงของหุ้น SPCX จะพุ่งสูงจนมีการออกกองทุน Leverage ETF แต่อภิมหาโครงการ IPO ในครั้งนี้ก็เริ่มถูกนักวิเคราะห์เตือนให้ระวัง เนื่องจากในไตรมาสแรกบริษัททำสถิติขาดทุนสูงถึง 4.3 พันล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนราคาต่อรายได้ที่สูงเกินไป
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เนื่องจากกระแสความร้อนแรงของหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง SpaceX ที่กำลังเติบโตอย่างน่ากลัว กำลังดึงความสนใจและเม็ดเงินลงทุนบางส่วนออกจากตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลให้ฝั่งผู้เชื่อมั่นในคริปโตต้องหันมาเน้นย้ำเรื่องความเด่นชัดของอุปทานที่จำกัดของ Bitcoin แทน
กระแสการลงทุนในตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐฯ กลับมาคึกคักอย่างรุนแรงเมื่อ SpaceX ของ Elon Musk ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นบนกระดาน Nasdaq โดยหลังจากปิดวันแรกด้วยการพุ่งทะยานไปเกือบ 20% ล่าสุดในช่วงก่อนเปิดตลาดราคาก็ยังวิ่งต่ออีก 11% ส่งผลให้มูลค่ารวมของบริษัทพุ่งทะลุ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ไปเรียบร้อยแล้ว

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ทำให้ SpaceX มีมูลค่าไล่เลี่ยจนเกือบจะคิดเป็นสองเท่าของมูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ทั้งเครือข่าย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์ โดยชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดแรงซื้อในรอบ pre-market มาจากการประกาศดีลยักษ์ใหญ่ในการเข้าซื้อกิจการ Anysphere ซึ่งเป็นผู้พัฒนา Cursor เครื่องมือ AI ช่วยเขียนโค้ดที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ด้วยมูลค่าดีลสูงถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์
เป้าหมายของดีลนี้คือการนำเทคโนโลยีไปอัปเกรดขีดความสามารถให้กับแชตบอต Grok ของบริษัท xAI ที่ก่อนหน้านี้ยังทำผลงานตามหลังคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic อยู่พอสมควร ซึ่งตัว Cursor เองถือเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างน่าทึ่ง โดยสามารถปั๊มรายได้ต่อปีจาก 100 ล้านดอลลาร์ พุ่งสู่ 2 พันล้านดอลลาร์ได้ภายในเวลาเพียง 13 เดือนเท่านั้น โดยกระบวนการควบรวมกิจการคาดว่าจะเสร็จสิ้นในไตรมาสที่สาม และกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ Anysphere จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของหุ้น SpaceX แทนเงินสด
นอกจากนี้ ตลาดในปัจจุบันยังเผชิญกับภาวะตึงตัวของฝั่งอุปทาน เนื่องจากมีสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนอยู่ในมือของนักลงทุนรายย่อยเพียงแค่หนึ่งในสามของทั้งหมด ความต้องการที่ล้นหลามนี้ทำให้ผู้ให้บริการทางการเงินเริ่มเปิดตัวกองทุน ETF รูปแบบสเปเชียลที่มีการเพิ่ม Leverage สูงถึงสองเท่าสำหรับหุ้น SPCX ยิ่งไปกว่านั้น ในตลาดยังเริ่มมีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการระหว่าง SpaceX และ Tesla ออกมาช่วยโหมกระแสเก็งกำไรอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์รายใหญ่หลายสำนักเริ่มออกมาส่งสัญญาณเตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากเมื่อพิจารณาตามปัจจัยพื้นฐานแล้ว SpaceX ยังคงเป็นธุรกิจที่เผชิญกับภาวะขาดทุนสะสม โดยในไตรมาสแรกของปีนี้บริษัทมียอดขาดทุนสูงถึง 4.3 พันล้านดอลลาร์ และระดับราคาหุ้นในปัจจุบันยังถูกซื้อขายกันด้วยอัตราส่วนราคาต่อรายได้ (Price-to-Revenue) ที่สูงลิ่วถึง 134 เท่า จากสถิติของการเปิดตัวหุ้น IPO ขนาดใหญ่ในอดีต มักจะตามมาด้วยรอบการปรับฐานและแรงเทขายทำกำไรเสมอ ซึ่งทำให้กลุ่มผู้สนับสนุน Bitcoin เริ่มกลับมาส่งเสียงดังมากขึ้นว่า ราคาของ Bitcoin ในปัจจุบันนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างมาก เมื่อเทียบกับความขาดแคลนและระบบกลไกทางคณิตศาสตร์ที่โปร่งใสและชัดเจนของตัวเครือข่าย
ที่มา: u.today
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าสภาวะตลาดในตอนนี้กำลังเกิดปรากฏการณ์โยกย้ายเงินทุนครั้งสำคัญครับ เงินลงทุนสายซิ่งที่เคยไหลเข้าตลาดคริปโตกำลังถูกแรงดึงดูดของหุ้น SpaceX และกระแสความคลั่งไคล้ใน AI ดึงออกไปอย่างเห็นได้ชัด ดีลการซื้อ Cursor สะท้อนว่า Elon Musk พร้อมที่จะเทหมดหน้าตักเพื่อชนะในสงครามปัญญาประดิษฐ์นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลขขาดทุนกว่าสี่พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวก็เป็นสิ่งเตือนใจว่าราคาหุ้นในตอนนี้ขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังในอนาคตล้วนๆ ในระยะสั้นตลาดคริปโตอาจจะดูซึมลงเพราะขาดความสนใจจากเงินก้อนนี้ แต่ในระยะยาวเมื่อฝุ่นตลบจากฝั่งหุ้นเทคโนโลยีเริ่มจางลง มูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดอย่าง Bitcoin ก็จะกลับมาทำหน้าที่เป็นหลุมหลบภัยที่แข็งแกร่งอีกครั้งครับ

