สรุปข่าว
- BlackRock เปิดตัวกองทุนใหม่ iShares Bitcoin Premium Income ETF (BITA) ตั้งเป้าสร้างผลตอบแทนราว 15-19% ต่อปี พร้อมจ่ายกระแสเงินสดให้นักลงทุนทุกเดือน
- กองทุนนี้จะใช้กลยุทธ์ Covered Call หรือการขายออปชันเพื่อรับค่าพรีเมียม ทำให้มีรายได้ประจำ แต่แลกกับการเสียโอกาสรับกำไรเต็ม ๆ หาก Bitcoin พุ่งแรง
- ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Bitcoin ETF ยุคใหม่ ที่ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องราคา แต่แข่งกันว่า ใครสร้างรายได้ระหว่างถือครองได้มากกว่ากัน
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
BlackRock เปิดตัวกองทุน iShares Bitcoin Premium Income ETF (BITA) เปลี่ยน Bitcoin จากสินทรัพย์เน้นเก็งกำไรให้กลายเป็นสินทรัพย์สร้างกระแสเงินสด โดยตั้งเป้าผลตอบแทนราว 15-19% ต่อปี และจ่ายเงินสดทุกเดือนผ่านกลยุทธ์ Covered Call แม้จะต้องแลกกับโอกาสรับกำไรจากราคา Bitcoin บางส่วนก็ตาม การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนว่าตลาดคริปโตกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ผู้จัดการสินทรัพย์ไม่ได้แข่งขันกันแค่การถือ Bitcoin แต่เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ระหว่างถือครอง เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนสถาบันและผู้ที่ต้องการกระแสเงินสดจากการลงทุนมากขึ้น
BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดตัวกองทุน iShares Bitcoin Premium Income ETF (BITA) ซึ่งเป็นกองทุน Bitcoin ETF รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างกระแสเงินสดให้กับผู้ลงทุน โดยตั้งเป้าผลตอบแทนไว้ที่ประมาณ 15-19% ต่อปี พร้อมจ่ายผลตอบแทนเป็นเงินสดทุกเดือน
กองทุน BITA แตกต่างจาก Spot Bitcoin ETF ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนตามราคาของ Bitcoin โดยตรง เพราะไม่ได้มุ่งหวังผลตอบแทนจากการปรับขึ้นของราคาเพียงอย่างเดียว แต่เลือกใช้กลยุทธ์สร้างรายได้จากตลาดออปชันควบคู่กันไป
หัวใจของกองทุนดังกล่าวคือ การถือครอง Bitcoin ผ่านกองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ซึ่งเป็น Spot Bitcoin ETF หลักของ BlackRock จากนั้นจึงนำสินทรัพย์ไม่เกิน 35% ของพอร์ต ไปใช้ทำกลยุทธ์ Covered Call หรือการขายสิทธิซื้อสินทรัพย์ล่วงหน้าเพื่อรับค่าพรีเมียมในตลาดออปชั่น
วิธีนี้ทำให้กองทุนได้รับค่าพรีเมียมจากการขายออปชัน ซึ่งเป็นรายได้ที่สามารถนำมาจ่ายคืนให้นักลงทุนทุกเดือน แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือ หากราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นแรง กองทุนจะไม่ได้รับผลตอบแทนเต็มจำนวนเหมือน Spot Bitcoin ETF
BlackRock ประเมินว่า แม้นักลงทุนจะเสียโอกาสทำกำไรบางส่วน แต่ยังสามารถรับผลตอบแทนจากช่วงขาขึ้นของ Bitcoin ได้ราว 70% พร้อมได้รับกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากค่าพรีเมียมออปชัน
บริษัทระบุว่า กองทุนนี้พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการถือ Bitcoin แต่ให้ความสำคัญกับรายได้ประจำมากกว่าการเก็งกำไรจากราคาสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ที่ปรึกษาทางการเงิน กองทุนบำนาญ และบริษัทประกัน ซึ่งที่ผ่านมาให้ความสนใจ Bitcoin แต่ยังลังเล เนื่องจากสินทรัพย์ดังกล่าวไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้เหมือนหุ้นปันผลหรือพันธบัตร
การเปิดตัวกองทุน BITA สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของตลาดคริปโต หลังการอนุมัติ Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ที่ทำให้ผู้จัดการสินทรัพย์เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ “รุ่นที่สอง” ซึ่งไม่ได้เน้นเพียงการลงทุนตามราคาของ Bitcoin แต่เพิ่มกลยุทธ์สร้างผลตอบแทนเข้ามาด้วย
ปัจจุบัน กองทุน IBIT ของ BlackRock ยังคงเป็น Spot Bitcoin ETF ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 48,600 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ตลาดกองทุนคริปโตที่เน้นสร้างรายได้ก็กำลังขยายตัวต่อเนื่อง
มุมมองผู้เขียน: กองทุน Bitcoin รูปแบบใหม่จาก BlackRock สะท้อนให้เห็นว่า สถาบันการเงินรายใหญ่กำลังพยายามทำให้ Bitcoin เข้าถึงนักลงทุนกระแสหลักมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการสร้างกระแสงเงินสด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนคริปโต
ที่มา:catenaa

