สรุปข่าว
- Chainlink เปิดตัว Project Pangea ร่วมกับพันธมิตรธนาคารยุโรปและเกาหลีใต้กว่า 47 แห่ง เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการโอนเงินข้ามประเทศด้วย Stablecoin
- เป้าหมายคือลดระยะเวลาในการชำระราคาจาก 48 ชั่วโมง (T+2) ให้ลดลงเหลือเกือบเรียลไทม์ (T+0) ผ่านระบบ Atomic Settlement
- โครงการตั้งเป้าใช้งานจริงภายใน 12 เดือน โดยไม่บังคับให้ธนาคารเปลี่ยนระบบเดิม เพราะยังใช้ Swift และ ISO 20022 ควบคู่กับบล็อกเชน
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Chainlink จับมือสถาบันการเงินกว่า 47 แห่งจากยุโรปและเกาหลีใต้ เปิดตัว Project Pangea เพื่อพัฒนาระบบโอนเงินข้ามประเทศด้วย Stablecoin โดยตั้งเป้าลดเวลาชำระธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราจากราว 48 ชั่วโมงให้เหลือเกือบเรียลไทม์ พร้อมใช้เทคโนโลยี Atomic Settlement เพื่อลดความเสี่ยงและต้นทุนของการทำธุรกรรม โครงการยังรองรับการทำงานร่วมกับระบบธนาคารเดิมอย่าง Swift และ ISO 20022 ทำให้ไม่ต้องยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด หากเดินหน้าสำเร็จตามแผนภายใน 12 เดือน ก็อาจกลายเป็นอีกก้าวสำคัญที่ผลักดัน Stablecoin เข้าสู่การใช้งานจริงในระบบการเงินระดับโลกมากขึ้น
Chainlink ประกาศเข้าร่วม Project Pangea โครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินยุโรปและเกาหลีใต้ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินข้ามพรมแดนด้วย Stablecoin โดยมีเป้าหมายลดระยะเวลาการชำระราคาของธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) จากระบบเดิมประมาณ 48 ชั่วโมง (T+2) ให้เหลือระดับแทบจะเรียลไทม์ (T+0)
สมาชิกของโครงการนี้ประกอบด้วย Chainlink, Qivalis สมาคม Stablecoin สกุลเงินยูโรที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารยุโรป 37 แห่ง และ UniKA พันธมิตรธนาคารเกาหลีใต้ที่เป็นตัวแทนธนาคารพาณิชย์มากกว่า 10 แห่ง รวมเป็นสถาบันการเงินกว่า 47 แห่งที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมมากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์
Project Pangea จะใช้ Stablecoin ที่มีมูลค่าผูกกับเงินยูโรและเงินวอนเกาหลีใต้ในอัตรา 1:1 เพื่อชำระธุรกรรมซื้อขาย FX มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ระหว่างยุโรปและเกาหลีใต้ พร้อมทดสอบระบบ Payment-versus-Payment (PvP) แบบ Atomic Settlement ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องชำระเงินพร้อมกันหรือยกเลิกพร้อมกัน ช่วยลดความเสี่ยงด้านคู่สัญญาและความเสี่ยงในการชำระราคา
Niki Ariyasinghe รองประธาน Chainlink ประจำเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิด แต่มีเป้าหมายเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถใช้งานจริง และผลักดันให้เกิดธุรกรรมภายใต้กรอบกฎหมายภายใน 12 เดือน
ระยะเริ่มต้นของโครงการจะมุ่งเน้นไปที่เส้นทางการค้าระหว่างยุโรปและเกาหลีใต้ ซึ่งมีมูลค่าการค้าขายสินค้าและบริการกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และเป็นหนึ่งใน 15 เส้นทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดย Chainlink ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนการใช้งาน Stablecoin ราว 60% ของธุรกรรมทั่วโลก สะท้อนความต้องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการชำระเงินที่เพิ่มขึ้น
ด้านโครงสร้างระบบ Project Pangea ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับเครือข่าย Swift และมาตรฐาน ISO 20022 ที่ธนาคารใช้อยู่ในปัจจุบัน โดย Chainlink จะทำหน้าที่เป็น Middleware แปลงคำสั่งจาก Swift ไปสู่การทำ Atomic Swap บนเครือข่าย “Pangea L1 Network” ทำให้สถาบันการเงินสามารถเชื่อมต่อกับระบบชำระเงินบนบล็อกเชนได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเดิมหรือถือครองคริปโตโดยตรง
แม้หลายฝ่ายมองว่า Project Pangea อาจแข่งขันกับ Ripple ในตลาดการชำระเงินข้ามพรมแดน แต่ Ariyasinghe ระบุว่า Chainlink วางบทบาทเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่เชื่อมระบบการเงินเดิมเข้ากับบล็อกเชนมากกว่าการสร้างเครือข่ายใหม่เพื่อเข้ามาแทนที่ผู้เล่นเดิม
หากโครงการประสบความสำเร็จ การลดระยะเวลาการชำระราคาจากหลายวันเหลือระดับเกือบเรียลไทม์ จะช่วยลดต้นทุนด้านสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงในการชำระราคา และทำให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงเงินทุนจากธุรกรรมข้ามพรมแดนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
มุมมองผู้เขียน: Project Pangea อาจเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนว่า การแข่งขันในโลกบล็อกเชนไม่ได้อยู่ที่การสร้างเครือข่ายใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำให้เทคโนโลยีสามารถเชื่อมเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่ธนาคารใช้อยู่ได้อย่างไร้รอยต่อ
- ที่มาข่าว:coindesk
- ที่มาภาพ:tradingkey

