bitkub-banner

กรณีศึกษา : ตระกูลทรัมป์แปลงอำนาจเป็นเงินคริปโท 1.4 พันล้านดอลลาร์ได้อย่างไร

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • เอกสารเปิดเผยทรัพย์สินประจำปีระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ โกยรายได้จากธุรกิจคริปโตในปี 2025 ไปมากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าทุกธุรกิจของเขา
  • รายได้ส่วนใหญ่จากคริปโตของทรัมป์มาจากการขายลิขสิทธิ์เพื่อทำเหรียญมีม ตามด้วยดีลลับเข้าซื้อหุ้น WLFI และอื่นๆ จนโดนกระแสโจมตีและวิจารณ์อย่างหนัก
  • สิ่งนี้ส่งผลให้ร่างกฎหมาย CLARITY Act ติดหล่ม เนื่องจากฝั่งเดโมแครตยื่นเงื่อนไขต้องเพิ่มเกณฑ์จริยธรรมเพื่อห้ามผู้นำประเทศหาประโยชน์จากคริปโต

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ในปีที่ผ่านมาทรัมป์มีรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นแหล่งรายได้ที่มากที่สุดแซงหน้าธุรกิจเดิมอย่างอสังหาริมทรัพย์ โดยเงินก้อนโตนี้ส่วนใหญ่มาจากค่าลิขสิทธิ์เหรียญมีม $TRUMP และการขายโทเคนรวมถึงหุ้นในโปรเจกต์ WLFI ของครอบครัว ท่ามกลางเสียงครหาเนื่องจากนักลงทุนรายย่อยต้องเผชิญภาวะขาดทุนยับเยินกว่า 70% 

จะเป็นอย่างไรหากแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่ได้มาจากอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่เขาสร้างแต่กลับมาจากคริปโทเคอร์เรนซี นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปี 2025 เมื่อรายงานการเปิดเผยทรัพย์สินประจำปีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ให้เห็นว่าเขากวาดรายได้จากธุรกิจคริปโตไปมากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแซงหน้ารายได้จากอสังหาริมทรัพย์และการยอมความในคดีความต่างๆ รวมกันทั้งหมด 

บทความนี้จะพาไปทุกคนเจาะลึกกรณีศึกษาว่า ตระกูลทรัมป์ใช้วิธีการใดในการปั้นกำไรมหาศาล และทำไมเม็ดเงินก้อนนี้ถึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่นำไปสู่ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนระดับโลก 

กำไรก้อนโตของทรัมป์มาจากไหน

จากเอกสารความยาว 927 พบว่ารายได้ 1.4 พันล้านดอลลาร์ของตระกูลทรัมป์ได้กระจายตัวอยู่ในโครงข่ายธุรกิจดิจิทัลที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี 

รายได้ก้อนใหญ่ที่สุดมูลค่ากว่า 635 ล้านดอลลาร์ มาจากค่าลิขสิทธิ์ของบริษัทที่ออกเหรียญมีมชื่อ TRUMP ซึ่งเปิดตัวเพียงสามวันก่อนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง แม้นี่จะเป็นเหรียญคริปโตตัวแรกในประวัติศาสตร์ที่มีผู้นำรัฐบาลสนับสนุน แต่ในแง่ของการลงทุน ราคาเหรียญกลับดิ่งลงกว่า 77 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาแค่หนึ่งเดือน หลังจากเปิดให้ซื้อขาย

ต่อมาคือรายได้จากบริษัท World Liberty Financial (WLFI) ที่ตัวของเขาและครอบครัวมีส่วนรู้เห็นและอยู่เบื้องหลังอย่างเปิดเผย โดยรายงานระบุว่าทรัมป์สามารถโกยกำไรไปได้มากกว่า $550 ล้านดอลลาร์ จากการขายโทเคนของโปรเจกต์ พ่วงด้วยรายได้จากการขายหุ้นที่เกี่ยวข้องอีก 65 ล้านดอลลาร์ และเงินสดจากกระเป๋าคริปโตของ WLFI อีกราว 290 ล้านดอลลาร์ 

ขณะเดียวกันบริษัท DT Marks SC ที่ทรัมป์ถือหุ้นอยู่ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับ Stablecoin ในไมอามี ก็ทำเงินให้เขาเกือบ 197 ล้านดอลลาร์ รวมถึงนิติบุคคลที่เชื่อมโยงกับเขายังมีรายได้จาก Bitcoin กว่า 33 ล้านดอลลาร์ จาก Ethereum 150 ล้านดอลลาร์ และจากการนำเหรียญไป Stake อีกราว 1.8 ล้านดอลลาร์ 

ข้อครหาและเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่าที่คิด

แม้ทำเนียบขาวจะออกโรงปกป้องผ่านโฆษกว่า ประธานาธิบดีและครอบครัวไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามอย่างหนักคือ แหล่งที่มาของเงินเหล่านั้น 

ความเจ็บปวดแรกตกไปอยู่กับนักลงทุนรายย่อย เม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้ากระเป๋าทรัมป์ส่วนหนึ่งมาจากความตื่นตระหนกของประชาชนที่แห่เข้าซื้อเหรียญ TRUMP จนสุดท้ายต้องติดดอยและเกิดความเสียหายรวมกันกว่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ การที่ทรัมป์เลือกเปิดขายเหรียญเพียงไม่กี่วันก่อนสาบานตนรับตำแหน่ง ทำให้เกิดเส้นแบ่งที่เลือนลางระหว่างการกระทำในฐานะนักธุรกิจและผู้นำประเทศ 

เรื่องราวยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อสื่อต่างประเทศขุดพบความเชื่อมโยงระดับภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อมีรายงานชี้ว่า ชีค Tahnoon bin Zayed Al Nahyan ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เข้าลงทุนซื้อหุ้น WLFI อย่างลับๆ ในสัดส่วน 49%ด้วยมูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์ก่อนทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง โดยมี Eric Trump บุตรชายเป็นคนผู้ดูแลดีลนี้ 

หลังจากดีลนี้จบลงเพียงไม่กี่เดือน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงจำนวนหลายแสนตัวต่อปีได้สำเร็จ ทั้งที่ในยุคของรัฐบาลโจ ไบเดน เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกสั่งระงับการส่งออกอย่างเด็ดขาดเนื่องจากกังวลว่าจะรั่วไหลไปถึงมือรัฐบาลจีน 

อีกหนึ่งจุดที่ถูกจับตาคือ ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง WLFI กับ Binance เมื่อทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง เขาได้ใช้อำนาจประธานาธิบดีสั่งอภัยโทษให้กับ Changpeng “CZ” Zhao ผู้ก่อตั้ง Binance แม้ทั้งคู่จะแทบไม่เคยรู้จักกันมาก่อน 

ในเวลาไล่เลี่ยกัน Binance ก็ประกาศเป็นหุ้นส่วนเชิงพาณิชย์กับ WLFI เพื่อผลักดันเหรียญ USD1 Stablecoin ของโปรเจกต์อย่างเต็มที่ จนทำให้วุฒิสมาชิก Elizabeth Warren ต้องออกมาเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเร่งด่วน โดยระบุว่า การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของต่างชาติสามารถโอนเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์เข้าสู่ธุรกิจส่วนตัวของประธานาธิบดีได้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐอเมริกา 

แม้โดนัลด์ ทรัมป์จะพยายามปัดว่าตนเองไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารแบบรายวัน โดยยกให้ลูกชายและบริษัทจัดการกองทุนภายนอกเป็นผู้ดูแล แต่หลักฐานจากการเปิดเผยทรัพย์สินก็ยังโชว์ให้เห็นการซื้อขายหุ้นที่เชื่อมโยงกับคริปโตอย่าง Strategy Coinbase และ Robinhood อยู่เป็นระยะ 

ปัจจุบันรัฐสภาสหรัฐอเมริกากำลังพยายามผลักดันร่างกฎหมาย CLARITY ACT เพื่อเข้ามาจัดระเบียบเรื่องนี้ ทว่าฝ่ายวิจารณ์ก็ยังมองว่าร่างฉบับปัจจุบันมีช่องโหว่ และขาดมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่ครอบคลุมถึงตำแหน่งประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และบุคคลในครอบครัว 


มุมมองผู้เขียน : กำไรอันมหาศาลของครอบครัวทรัมป์ได้เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าคริปโตยังมีกฎหมายกำกับดูแลที่อ่อนแอจนสามารถเปิดโอกาสให้ชนชั้นสูงของโลกสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือในการสร้างกำไรโดยไม่ต้องได้รับความผิดชอบใดๆ ซึ่งถ้าปล่อยไว้จะมีแต่ผลเสียกับเสียตามมาในภายหลัง แทนที่เราจะได้เห็นยุคที่คริปโตถูกยอมรับในการใช้งานอย่างจริงจัง