สรุปข่าว
- Coinkite ผู้ผลิตกระเป๋าฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard ได้ปล่อยอัปเดตเฟิร์มแวร์เวอร์ชันใหม่หลังจากเกิดเหตุการณ์ช่องโหว่ทางระบบที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถขโมย Bitcoin ของผู้ใช้งานไปได้มากกว่า 114 ล้านดอลลาร์
- บริษัทได้นำโมเดล AI อย่าง Kimi และโมเดลชั้นนำอื่นๆ เข้ามาช่วยตรวจสอบระบบความปลอดภัยทั้งหมดจนพบข้อผิดพลาดเพิ่มเติมในขั้นตอนการอนุมัติธุรกรรม การรับส่งข้อมูลผ่านพอร์ต USB และการตรวจสอบความถูกต้องของตัวเฟิร์มแวร์
- ผู้ใช้งานที่สร้างกระเป๋าเงินและ Seed Phrase ระหว่างปี 2021 ถึงกรกฎาคม 2026 จำเป็นต้องสร้างกระเป๋าใหม่และโอนย้ายเหรียญออกทันทีเนื่องจากการอัปเดตเพียงอย่างเดียวไม่สามารถปกป้องกระเป๋าเดิมที่ถูกสร้างด้วยระบบสุ่มที่บกพร่องได้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากเป็นข่าวการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยทางเทคนิคและการอัปเดตเฟิร์มแวร์ของกระเป๋าฮาร์ดแวร์วอลเล็ตเฉพาะแบรนด์ แม้จะช่วยลดความเสี่ยงของผู้ถือครองในระยะยาวแต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องหรือราคาของ Bitcoin ในตลาด
Coinkite ผู้ผลิตกระเป๋าเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลแบบฮาร์ดแวร์สัญชาติแคนาดาอย่าง Coldcard ได้ปล่อยอัปเดตเฟิร์มแวร์เวอร์ชันใหม่อย่างเป็นทางการ หลังจากที่มีการเปิดเผยช่องโหว่ร้ายแรงในระบบสุ่มตัวเลขจนเป็นเหตุให้ผู้ใช้งานถูกแฮกขโมย Bitcoin ไปมูลค่ารวมกว่า 114 ล้านดอลลาร์ โดยทางบริษัทเปิดเผยว่าการตรวจสอบโค้ดในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยี AI รวมถึงโมเดลอย่าง Kimi และโมเดลระดับแนวหน้าอื่นๆ ซึ่งไม่ได้เข้ามาช่วยตรวจสอบเฉพาะจุดบกพร่องเดิมเท่านั้น แต่ยังช่วยตรวจเช็กระบบทั้งหมดจนพบปัญหาอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบั๊กเดิม เช่น ข้อบกพร่องในกระบวนการยืนยันธุรกรรม การจัดการข้อมูลที่รับส่งผ่านพอร์ต USB และระบบตรวจสอบความถูกต้องของไฟล์อัปเดตเฟิร์มแวร์

อย่างไรก็ตาม ทาง Coinkite ได้ส่งคำเตือนสำคัญว่าการติดตั้งอัปเดตเฟิร์มแวร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้กระเป๋าเงินที่เคยได้รับผลกระทบกลับมาปลอดภัยได้ โดยผู้ใช้งานทุกคนที่สร้าง Seed Phrase หรือชุดคีย์หลักบนเฟิร์มแวร์เวอร์ชันเดิมในช่วงระหว่างปี 2021 ถึงกรกฎาคม 2026 จะต้องทำการสร้างคีย์ชุดใหม่และโอนย้ายสินทรัพย์ทั้งหมดไปยังกระเป๋าใหม่อย่างเร่งด่วน สำหรับกระบวนการสร้างคีย์ใหม่ในระบบเวอร์ชันล่าสุดนี้ จะกำหนดให้ผู้ใช้งานเป็นผู้ป้อนค่าความสุ่มทางกายภาพด้วยตัวเอง เช่น การกดแป้นพิมพ์ 65 ครั้งตามจังหวะที่ไม่แน่นอน การทอยลูกเต๋า 6 หน้าจำนวน 50 ครั้ง หรือการโยนเหรียญเสี่ยงทาย 128 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีซอฟต์แวร์ใดสามารถคาดเดาความสุ่มได้ นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนอัลกอริทึมตัวสร้างตัวเลขสุ่มสำรองมาใช้ฟังก์ชัน SHA-256 ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับเครือข่าย Bitcoin อีกด้วย
สำหรับขั้นตอนการทำงานของตัวอุปกรณ์ ได้มีการเพิ่มระบบตรวจสอบธุรกรรมซ้ำอีกครั้งทันทีก่อนการลงนาม เพื่อป้องกันไม่ให้คอมพิวเตอร์ที่อาจติดไวรัสหรือถูกแฮกผ่านพอร์ต USB เข้ามาแอบแก้ไขรายละเอียดการโอนเงินหลังจากที่ผู้ใช้งานกดยืนยันบนหน้าจอไปแล้ว โดยทางบริษัทได้ขอให้ผู้ใช้งานอุปกรณ์รุ่น Mk4 และ Mk5 ทำการติดตั้งเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 5.6.1 และผู้ใช้งานรุ่นใหม่อย่าง Q ติดตั้งเวอร์ชัน 1.5.1Q จากหน้าเว็บไซต์ทางการเท่านั้น ทั้งนี้ Coldcard ถือเป็นผู้ให้บริการคริปโตรายที่ 5 ในรอบสามสัปดาห์ที่ออกมาระบุอย่างเป็นทางการว่าเทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนรูปแบบการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบ เช่นเดียวกับโปรเจกต์ BTCPay Server ที่เพิ่งนำ AI มาช่วยตรวจสอบหาจุดบกพร่องของระบบก่อนที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะค้นพบ
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวคิดว่า เหตุการณ์ช่องโหว่ของ Coldcard ถือเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่สำหรับวงการ Hardware Wallet ที่มักถูกมองว่าเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ปลอดภัยที่สุด การที่ระบบสุ่มตัวเลขมีความบกพร่องมานานหลายปีสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ระบบที่ออกแบบมาอย่างรัดกุมก็ยังมีจุดตายที่มนุษย์มองข้ามได้ การนำโมเดล AI เข้ามาช่วย Audit โค้ดแบบเจาะลึกกำลังกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ที่จำเป็นอย่างยิ่งในการค้นหาบั๊กที่ซับซ้อน และผู้ใช้งานที่ใช้กระเป๋าในช่วงเวลาดังกล่าวควรรีบดำเนินการย้ายเงินไปยัง Seed Phrase ใหม่อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

