bitkub-banner

Bitwise ชี้เป้า ร่างกฎหมาย CLARITY Act จะเป็นจุดต่ำสุดตลาดหมีคริปโท 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Bitwise ยกให้ร่างกฎหมาย CLARITY Act เป็นปัจจัยกระตุ้นตลาดคริปโทที่สำคัญที่สุดในไตรมาส 3 ปี 2026 โดยมองว่า หากผ่านสภาได้สำเร็จ จะเป็นจุดสิ้นสุดของตลาดหมีรอบนี้
  • ร่างกฎหมายติดหล่มจาก 2 ประเด็นหลัก คือ ข้อบัญญัติจริยธรรมที่โยงกับผลประโยชน์คริปโทของครอบครัวประธานาธิบดี และมาตรา 604 ที่คุ้มครองนักพัฒนา Non-custodial ทำให้ตลาดทำนายผล ปรับลดโอกาสผ่านสภา เหลือ 40% จากเดิม 75%
  • นอกจาก CLARITY Act แล้ว Bitwise ยังจับตาการเติบโตของ Stablecoins ,ทิศทางดอกเบี้ยภายใต้ประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh และการฟื้นตัวเงียบ ๆ ของกลุ่ม DeFi ที่ร่วงน้อยกว่า Bitcoin อย่างผิดสังเกต

แนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral 

ตลาดยังต้องรอความชัดเจนของร่างกฎหมายในสภา ซึ่งโอกาสผ่านลดลงมาอยู่ที่ 40% แล้ว หากผ่านได้จริงในไตรมาสนี้ มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นตัวจุดชนวนการฟื้นตัวรอบใหญ่ แต่หากล้มเหลว ตลาดอาจสั่นไหวในระยะสั้นก่อนจะกลับมาเดินหน้าตามปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ เช่น Stablecoins และ DeFi ที่ยังคงแข็งแกร่งอยู่เบื้องหลัง

Bitwise บริษัทผู้จัดการสินทรัพย์คริปโทรายใหญ่ ได้ยกให้ร่างกฎหมาย CLARITY Act เป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดคริปโท ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 โดยระบุว่า หากร่างกฎหมายจัดระเบียบโครงสร้างตลาดนี้ สามารถผ่านสภาได้สำเร็จ มีแนวโน้มที่จะเป็นการสิ้นสุดของจุดต่ำสุดสำหรับตลาดหมีในรอบปัจจุบัน

ทั้งนี้ Bitwise ได้เปิดเผยปัจจัยหนุนตลาดไว้ทั้งหมด 4 ข้อในรายงานประจำไตรมาส 3 ปี 2026 พร้อมเสริมว่า ไตรมาสนี้จะเป็นช่วงเวลา “ชี้ชะตา” สำหรับร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดฉบับนี้ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะรอดหรือร่วง

สาเหตุที่ CLARITY Act กลายเป็นเป้าสายตา และขยับขึ้นมาอยู่อันดับหนึ่งในโผของ Bitwise เป็นเพราะมันเป็นกฎหมายที่สร้างแรงกระเพื่อมได้สูงสุด แต่ปัจจุบันกลับติดหล่มในสภาจากอุปสรรคสำคัญ 2 ประเด็น

ประเด็นแรกคือ ประเด็นข้อบัญญัติทางจริยธรรมที่ผูกโยงกับผลประโยชน์ทางคริปโทของครอบครัวประธานาธิบดี และประเด็นที่สองคือ เนื้อหาในมาตรา 604 หรือกฎหมาย BRCA ที่มุ่งคุ้มครองนักพัฒนาซอฟต์แวร์ประเภท Non-custodial ไม่ให้ต้องตกอยู่ภายใต้กฎระเบียบของผู้ให้บริการโอนเงิน ซึ่งยังคงเป็นข้อถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนระหว่างกลุ่มนักกฎหมาย และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย 

สิ่งนี้ส่งผลให้ตลาดทำนายผล ได้ปรับลดโอกาสที่กฎหมายนี้จะผ่านสภา ภายในปี 2026 ลงมาเหลือเพียง 40% จากเดิมที่เคยสูงถึง 75% ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 

อัตราต่อรองจาก Polymarket สำหรับการผ่านร่างกฎหมาย CLARITY Act ในปี 2026 แหล่งที่มา: Polymarket

แต่ Bitwise ก็ยังคงมองโลกในแง่ดีอย่างระมัดระวัง โดยแถลงว่า “หากกฎหมายนี้ผ่านสภา เราเชื่อว่า มันจะเป็นจุดต่ำสุดของตลาดหมีรอบนี้ แต่หากล้มเหลว ตลาดอาจเผชิญความผันผวนในระยะแรก จากนั้นความไม่แน่นอนจะค่อย ๆ คลี่คลายลง เนื่องจากอุตสาหกรรมจะยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อ ภายใต้การดูแลของ SEC และ CFTC ยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อคริปโท”

เจาะลึกอีก 3 ปัจจัยหนุนในไตรมาส 3

นอกจากกฎหมาย CLARITY Act แล้ว Bitwise ได้กล่าวถึงปัจจัยที่จะช่วยหนุนตลาดคริปโทได้อีก 3 ข้อ ดังนี้

  1. การเติบโตของเหรียญ Stablecoins ในไตรมาสนี้ 

หน่วยงานกำกับดูแลมีกำหนดการที่จะสรุปหลักเกณฑ์ของกฎหมาย GENIUS Act ให้เสร็จสิ้น ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้จริง ในเดือนมกราคม 2027 

ซึ่ง Bitwise คาดการณ์ว่า เราจะได้เห็นบริษัทสัญชาติยักษ์ใหญ่พากันตบเท้าประกาศเปิดตัวโปรเจกต์ Stablecoins ของตัวเองเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ ก่อนที่กฎหมายจะเริ่มใช้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เหรียญ OpenUSD ที่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรรวมกว่า 140 บริษัท นำโดย Stripe, BlackRock, Visa และ Coinbase 

ทั้งนี้ อุปทานของ Stablecoins ในตลาดยังคงรักษาระดับได้อย่างแข็งแกร่งที่ราว ๆ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มาตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและการแอบซุ่มเติบโตอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางแรงเทขายในตลาดคริปโท และจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้แก่เครือข่ายบล็อกเชนอย่าง Ethereum และ Solana ในไตรมาสนี้

  1. ทิศทางของเฟดในยุคสมัยใหม่ 

ตลาดกำลังจับตามองธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่อย่าง Kevin Warsh  ซึ่งแนวคิดและนโยบายของเขายังคงเป็นปริศนาและเป็นสิ่งที่ตลาดคาดเดาได้ยาก 

โดยที่ผ่านมา เขาเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม ซึ่ง Bitwise คาดว่า ตลาดจะเริ่มจับทาง และเข้าใจทิศทางนโยบายของเฟดยุคนี้ได้ชัดเจนขึ้น เมื่อสิ้นสุดไตรมาส และเนื่องจากนโยบายของเฟดเป็นตัวกำหนดความเชื่อมั่นของสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยหลังจากนี้ จึงสามารถขับเคลื่อนตลาดได้อย่างรุนแรง

  1. การฟื้นตัวอย่างเงียบ ๆ ของระบบ DeFi 

Bitwise ได้ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในรอบเดือนที่ผ่านมา ในตอนที่ราคา Bitcoin (BTC) ร่วงดิ่งลงไปประมาณ 22% แต่ดัชนีเหรียญกลุ่ม DeFi ของ Bitwise กลับปรับตัวลดลงไปเพียงแค่ 4% เท่านั้น ซึ่งตามสถิติปกติแล้ว เหรียญกลุ่ม DeFi มักจะมีเปอร์เซ็นต์สวิงและร่วงแรงกว่า Bitcoin หลายเท่าตัว ดังนั้น การที่ฝั่ง DeFi สามารถยืนระยะและทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก และแทบจะไม่มีใครในตลาดพูดถึงประเด็นนี้เลย

ทาง Bitwise วิเคราะห์ว่า นี่คือ สัญญาณของการปรับฐานราคาเพื่อยกระดับมูลค่าใหม่แบบเงียบ ๆ และคาดว่า ผลงานที่แข็งแกร่งเกินหน้าเกินตาของเหรียญกลุ่ม DeFi จะยังคงดำเนินต่อไปในไตรมาสที่ 3 นี้ ซึ่งนี่เป็นรูปแบบพฤติกรรมของตลาดที่นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะไหวตัวทันและเริ่มหันมาสังเกตเห็นในตอนที่สายเกินไป 

ทั้งนี้ การคาดการณ์เชิงบวกในไตรมาส 3 ของ Bitwise เกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดคริปโทเพิ่งผ่านพ้นไตรมาส 2 อันบอบช้ำ ซึ่งเป็นการปิดแดนลบติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3 และนับเป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดของตลาดนับตั้งแต่ปี 2022 ดังนั้น ทิศทางหลังจากนี้ จะเป็นตัวพิสูจน์ว่า ตลาดคริปโทจะสามารถทำลายสถิติติดลบต่อเนื่องนี้ลงได้ หรือจะดิ่งลึกลงไปมากกว่าเดิม

ที่มา : beincrypto


มุมมองผู้เขียน : ความน่าสนใจของ CLARITY Act กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อมั่นทั้งระบบ ถ้าผ่านสภาได้ ตลาดจะได้กรอบกฎหมายที่ชัดเจนขึ้นจริง แต่ถ้าล้มเหลว ก็ไม่ได้แปลว่า อุตสาหกรรมจะหยุดเดิน เพราะปัจจัยหนุนอย่าง Stablecoins และความแข็งแกร่งของ DeFi ยังเดินหน้าอยู่