สรุปข่าว
- Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่ มีคิวขึ้นแถลงต่อสภาคองเกรสถึง 2 วันติด ในวันอังคารและวันพุธนี้ ประกบเวลาใกล้เคียงกับการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI
- ด้านธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan, Bank of America, Goldman Sachs, Citigroup และ Morgan Stanley ก็เตรียมทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุด
- สัปดาห์นี้ยังมีคิวผลประกอบการจาก TSMC, Netflix, ASML และตัวเลขยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายน ซึ่งจะสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในหลายมิติ
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
ตลาดกำลังรอข้อมูลสำคัญพร้อมกันหลายชุดในสัปดาห์เดียว ทั้งท่าทีของ Kevin Warsh ตัวเลขเงินเฟ้อ และผลประกอบการธนาคาร ความไม่แน่นอนตรงนี้มักทำให้นักลงทุนเลือกชะลอการตัดสินใจ รอดูสัญญาณที่ชัดเจนกว่านี้ ก่อนเข้าออกสถานะการลงทุนขนาดใหญ่
สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่ตลาดการเงินทั่วโลกเฝ้าจับตามองมากที่สุดในรอบปี เนื่องจาก Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ มีกำหนดการเดินทางไปขึ้นให้การต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกในฐานะประธานเฟด ถึง 2 วันติด
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหล่าธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ พากันเตรียมประกาศผลประกอบการ รวมถึงการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อชุดใหม่ล่าสุดที่กำลังจะเปิดเผยออกมาพร้อม ๆ กัน
สำหรับการขึ้นให้การของ Kevin Warsh และตัวเลขเงินเฟ้อนั้น ประธานเฟดคนใหม่มีคิวจะเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการบริการทางการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคมนี้ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนมิถุนายนถูกประกาศออกมา
จากนั้นเขาจะเดินทางไปให้การต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันพุธ ซึ่งเป็นวันเดียวกับการรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อทั้งสองชุดนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญว่า สมาชิกรัฐสภาจะตีความจุดยืนเรื่องอัตราดอกเบี้ยของเขาอย่างไร
โดยการให้การครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ Kevin Warsh ได้เสร็จสิ้นการประชุม FOMC ครั้งแรกของเขาไป เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งในตอนนั้นเจ้าหน้าที่เฟดเริ่มส่งสัญญาณว่า พร้อมที่จะ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” หากเงินเฟ้อยังคงดีดตัวอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ คำแถลงของเขายังมีขึ้นหลังจากที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์ได้ปรับลดโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยลง แต่ขณะเดียวกันก็ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อให้สูงขึ้น ซึ่งการผสมผสานสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ Fed แทบไม่มีช่องว่างในการผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้
โดย Kevin Warsh ได้เข้ามารับไม้ต่อตำแหน่งนี้ พร้อมกับภาพรวมเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่น และตลาดพลังงานที่ผันผวน จากการประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายของประธานคนก่อน
ผลประกอบการธนาคาร เครื่องชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ในวันอังคารเดียวกันนี้ ตลาดจะได้รับรู้รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดจากธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลก นำโดย JPMorgan, Bank of America, Wells Fargo, Goldman Sachs และ Citigroup ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมา จะเป็นข้อมูลด่านแรกที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินความต้องการสินเชื่อ และคุณภาพของสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจได้อย่างแม่นยำ
ตัวเลขสำคัญที่จะถูกจับตาเป็นพิเศษคือ อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margins) และการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (Loan Loss Provisions) ซึ่งรายงานผลประกอบการเหล่านี้ จะสะท้อนความเป็นจริงต่อเนื่อง หลังจากที่ธนาคารขนาดใหญ่เพิ่งผ่านการทดสอบภาวะวิกฤต ประจำปีของเฟดมาได้ โดยที่ระดับเงินกองทุนยังคงแข็งแกร่งและไม่ได้รับความเสียหาย
ตารางสปอตไลท์ช่วงครึ่งหลังของสัปดาห์
ถัดมาในวันพุธ จะเป็นคิวรายงานผลประกอบการของ Morgan Stanley ซึ่งจะเผยให้เห็นภาพรวมของฝั่งธุรกิจวาณิชธนกิจ ร่วมด้วย Johnson & Johnson, ยักษ์ใหญ่เครื่องจักรผลิตชิปอย่าง ASML ที่ยอดสั่งซื้อ จะเป็นดัชนีชี้วัดความต้องการชิปเอไอระดับโลก และสายการบิน United Airlines
จากนั้นในวันพฤหัสบดี จะเป็นคิวของ TSMC ซึ่งผลประกอบการจะมีความสำคัญและน้ำหนักต่อตลาดมากเป็นพิเศษ หลังจากที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทำผลงานพุ่งแรงแซงหน้าหุ้นกลุ่มบิ๊กเทค มาในช่วงก่อนหน้า
ตามมาด้วย Netflix ที่จะถูกทดสอบความแข็งแกร่งในการเติบโตของยอดผู้สมัครสมาชิกท่ามกลางสงครามสตรีมมิ่งที่ดุเดือด และ UnitedHealth ยังคงเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับแนวโน้มต้นทุนทางการแพทย์
ยิ่งไปกว่านั้น วันพฤหัสบดียังมีการรายงานข้อมูลยอดค้าปลีกประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดตัวสุดท้ายเกี่ยวกับสุขภาพทางการเงินของผู้บริโภค ในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อกับความกังวลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ จนเริ่มเห็นสัญญาณการโยกย้ายเงินลงทุนไปสู่สินทรัพย์กลุ่มปลอดภัยมากขึ้น
- ที่มา : beincrypto
- ที่มาภาพ : ktvz
มุมมองผู้เขียน : ท่าทีของ Kevin Warsh ต่อหน้าสภาคองเกรส น่าจะเป็นตัวแปรที่ทรงพลังที่สุดของสัปดาห์นี้ หากเขาส่งสัญญาณแข็งกร้าวเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลข CPI และ PPI ที่ออกมาสูง ตลาดหุ้นและคริปโตอาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้น เพราะนักลงทุนจะเริ่มตัดความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยออกไปอีก
ขณะเดียวกันผลประกอบการธนาคารและบริษัทเทคโนโลยีอย่าง TSMC ก็จะเป็นตัวช่วยพยุงความเชื่อมั่น หากตัวเลขออกมาดีกว่าคาด ทำให้ภาพรวมสัปดาห์นี้จึงเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างนโยบายการเงิน กับพื้นฐานของภาคธุรกิจจริง

