bitkub-banner

ก.ล.ต. บราซิลตั้งคณะทำงานพิเศษ ขีดเส้นตาย 60 วัน เร่งออกกรอบกำกับดูแล Tokenization 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • CVM หน่วยงานกำกับหลักทรัพย์ของบราซิล ตั้งคณะทำงานพิเศษ GTT จำนวน 14 คน เพื่อร่างกรอบกฎหมายทดลองรองรับการออกหลักทรัพย์บนบล็อกเชน โดยให้เวลาทำงาน 60 วัน
  • กรอบเวลาทั้งโครงการขยายไปถึง 120 วัน และต่อได้อีก 30 วัน ก่อนส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ให้บอร์ดบริหาร CVM พิจารณา
  • CVM ประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่จะถูกทำ Tokenization ในบราซิลจะทะลุ 740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สอดรับกับโครงการ Drex ซึ่งเป็น CBDC ของธนาคารกลางที่กำลังพัฒนาคู่ขนานกันอยู่

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral 

ข่าวนี้เป็นความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายระดับประเทศที่ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาและร่างกรอบกฎหมาย ยังไม่มีการเปิดให้ซื้อขายจริงหรือมีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดทันที ผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์คริปโตในระยะสั้นจึงมีจำกัด แต่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม RWA ในระยะยาว หากบราซิลซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดทุนใหญ่ของลาตินอเมริกาวางกรอบกฎหมายได้สำเร็จ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของบราซิล (CVM) ได้สั่งนับถอยหลังการควบคุมระบบ Tokenization อย่างเป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2026 CVM ได้ประกาศเปิดตัวคณะทำงานพิเศษเพื่อการแปลงหลักทรัพย์เป็นโทเคน หรือที่รู้จักกันในชื่ออักษรย่อภาษาโปรตุเกสว่า GTT พร้อมมอบเดดไลน์เวลา 60 วันในการจัดทำข้อเสนอกรอบกฎหมายทดลองสำหรับการออกหลักทรัพย์บนเทคโนโลยีบล็อกเชน (DLT)

คณะทำงาน GTT ประกอบด้วยสมาชิก 14 คน ซึ่งผสมผสานระหว่างเจ้าหน้าที่ของ CVM และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก โดยขอบเขตการทำงานจะครอบคลุมทุกมิติของการทำ Tokenization ตั้งแต่การลงทะเบียน, การรับฝากสินทรัพย์, การซื้อขาย, การชำระดุล , ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน 

ซึ่ง Otto Lobo ประธาน CVM ได้ระบุว่า ความคิดริเริ่มนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดทุนในประเทศ โดยย้ำว่า “การเคลื่อนไหวไปสู่ระบบ Tokenization คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดทุน” และจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมใหม่ กับมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยอย่างเหมาะสม

เจาะลึกภารกิจของ GTT 

ภารกิจเร่งด่วนในระยะเวลา 60 วันนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม สำหรับระบบการกำกับดูแลแบบทดลอง ขณะที่กรอบเวลาการทำงานในภาพรวม จะขยายไปถึง 120 วัน และสามารถขยายเวลาเพิ่มได้อีก 30 วัน 

ซึ่งเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา คณะทำงาน GTT จะต้องส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ พร้อมข้อเสนอแนะให้แก่บอร์ดบริหารของ CVM โดยคณะทำงานจะไม่ได้เลือกปฏิบัติ หรือเจาะจงใช้บล็อกเชนโปรโตคอลใดโปรโตคอลหนึ่งเป็นพิเศษ แต่มุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างหลักทรัพย์บนบล็อกเชนให้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนเดิมของบราซิลอย่างลงตัว

เหตุผลที่บราซิลต้องเร่งขยับตัว เนื่องจาก CVM ประเมินว่า มูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกนำมาทำ Tokenization ในประเทศจะพุ่งสูงเกินกว่า 740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกฎระเบียบเดิมของบราซิลก็เปิดทางให้เริ่มทำกิจกรรมบนบล็อกเชนได้บ้างแล้ว เช่น กฎระเบียบ Crowdfunding ที่อนุญาตให้ระดมทุนได้สูงสุด 15 ล้านเรอัล (ประมาณ 2.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน 

ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารกลางบราซิลก็กำลังซุ่มพัฒนาโครงการ Drex ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) บนระบบ DLT อยู่ด้วยเช่นกัน 

การเคลื่อนไหวของ CVM ในครั้งนี้ จึงเป็นการเดินหน้าขนานกัน เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่หลักทรัพย์โทเคน และระบบชำระเงินดิจิทัลสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ในที่สุด

นัยสำคัญต่อนักลงทุน และสิ่งที่ต้องจับตาในระยะสั้น

ยอดตัวเลขคาดการณ์มูลค่าสินทรัพย์โทเคนสูงถึง 740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญอย่างมากต่อตลาดทุนบราซิล นับตั้งแต่ CVM ปรับปรุงกฎระเบียบการระดมทุนคราวด์ฟันดิง ภายใต้ Resolution 88 ในปี 2022 คณะกรรมการก็สามารถแก้ไขความซับซ้อนของการทำ Tokenization จนเปิดทางให้เกิดการเสนอขายสินทรัพย์โทเคนมากมาย 

และเมื่อต้นปี 2025 CVM ก็ได้ประกาศแผนรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน เพื่ออัปเดตกรอบกฎหมายสำหรับหลักทรัพย์โทเคน และแพลตฟอร์มการแปลงสินทรัพย์ อย่างต่อเนื่อง

สำหรับนักเทรดและนักลงทุน ควรจับตาดู 2 ประเด็นสำคัญ ในระยะสั้นนี้

ประการแรก ข้อเสนอระยะเวลา 60 วันนี้ จะมาในรูปแบบ Sandbox ที่เปิดโอกาสให้บริษัทต่าง ๆ เข้ามาทดลองออกหลักทรัพย์โทเคนภายใต้การกำกับดูแลก่อน หรือจะเป็นการพยายามสร้างกฎหมายบังคับใช้อย่างถาวรตั้งแต่แรก

ประการที่สอง รายชื่อของ “ผู้เชี่ยวชาญภายนอก” ที่เข้าร่วมในคณะทำงาน GTT เนื่องจากตัวตนของพวกเขาจะส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า กรอบกฎหมายใหม่นี้จะเอนเอียงไปทางกลุ่มสถาบันการเงินดั้งเดิม , กลุ่มบริษัทคริปโตแท้ๆ , หรือเป็นการผสมผสานของทั้งสองฝั่ง

ที่มา : cryptobriefing


มุมมองผู้เขียน : การที่ CVM เลือกวางกรอบเวลาชัดเจนตั้งแต่ต้น และมีการผสมผสานคนใน กับผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าด้วยกัน สะท้อนชัดว่า บราซิลอยากได้กฎหมายที่ใช้งานได้จริงเร็วๆ ไม่ใช่แค่เอกสารศึกษาที่ค้างเติ่งไปเรื่อยๆ