สรุปข่าว
- Lee Seung-ho นักศึกษาวัย 24 ปี สูญเงินกว่า 300 ล้านวอนภายใน 4 สัปดาห์จากการกู้มาร์จิ้นสูงถึง 500% แต่ยังคงตั้งใจกู้เงินกลับเข้าตลาดหุ้นอีกครั้ง
- ปัจจุบันยอดหนี้สินรวมเพื่อการลงทุนของชาวเกาหลีใต้ทะลุ 60 ล้านล้านวอน ทำให้ตลาดหุ้น KOSPI กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ผันผวนและร้อนแรงที่สุดในโลก
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการใช้เลเวอเรจในตลาดผันผวนสร้างความเสี่ยงที่ไม่สมดุลซึ่งเร่งการขาดทุนเร็วกว่าสร้างกำไรอย่างมาก
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
ปรากฏการณ์การเก็งกำไรอย่างสุดขั้วในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของเกาหลีใต้ ถูกสะท้อนผ่านเรื่องราวของ Lee Seung-ho นักศึกษาวัย 24 ปี ที่ยอมใช้เลเวอเรจถึง 500% จนสูญเงินกว่า 300 ล้านวอนภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน แต่ยังคงดึงดันจะกู้เงินกลับเข้าตลาดเพื่อหวังสร้างความมั่งคั่งให้พอซื้ออพาร์ตเมนต์ในกรุงโซล สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางสังคมที่กำลังก่อตัวขึ้นในเกาหลีใต้จนรัฐบาลต้องออกมาเร่งแก้ไข
กระแสการลงทุนในกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก หากเทียบกันแล้วความคลั่งไคล้และความรุนแรงในตลาดอย่างเกาหลีใต้นั้นสูงกว่าบ้านเราเป็นอย่างมาก
Lee Seung-ho นักศึกษาหนุ่มวัย 24 ปี ถือเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่เลือกเส้นทางแห่งการลงทุนเพื่อหวังจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ซึ่งในช่วงแรกที่ตลาดยังคงเติบโตพอร์ตของ Lee ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรและเทรดได้ดีจนไต่ขึ้นเป็นถึงระดับ VIP

ก่อนหน้านี้ Lee สามารถเปลี่ยนเงินออมจำนวน 20 ล้านวอนที่เก็บหอมรอมริบระหว่างเกณฑ์ทหาร ให้กลายเป็นกำไรก้อนโตสูงถึง 15 เท่าได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ด้วยการกดปุ่มเล็ก ๆ บนแอปพลิเคชันเทรดหุ้นอย่าง Leverage แต่แล้วเขาก็ถูกตลาดเล่นงานกลับจนบอบช้ำ ต้องจำใจเห็นเงินกว่า 300 ล้านวอน ที่สร้างขึ้นมาด้วยการกู้มาร์จิ้นถึง 500% มลายหายไปกับตาภายในเวลาเพียง 4 สัปดาห์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
Lee ยอมรับว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้ทำให้พอร์ตของเขาถูกล้างผลกำไรออกไปหมดจนเงินในบัญชีต่ำกว่าทุนที่ใช้ในตอนแรก จนทำให้เขาจุกถึงขั้นหายใจไม่ออก
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังตั้งใจที่จะกู้ยืมเงินอีกครั้งเพื่อกลับเข้าสู่ตลาดทันทีที่มีเงินทุนมากพอ เพราะ Lee มีความฝันว่าสักวันหนึ่งเขาจะสามารถซื้ออพาร์ตเมนต์ในกรุงโซลได้ ก่อนที่จะทำการแต่งงานและมีลูกชายกับลูกสาวในสักวันหนึ่งอย่างมีความสุข
อนาคตอันโหดร้าย
การกู้มาร์จิ้นกว่า 500% ของ Lee เพื่อนำมาลงทุนได้สะท้อนอะไรหลายๆ อย่างในสถานการณ์ปัจจุบันของสังคมเกาหลีใต้ โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ความสิ้นหวังของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึงด้วยวิธีปกติธรรมดา
ปัจจุบันราคาอพาร์ตเมนต์/คอนโดมิเนียม ในกรุงโซลคิดเป็นราคาเฉลี่ยเทียบเท่ากับเงินเดือนกว่า 14 ปีเต็ม นั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่หันหน้าเข้าหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเพียงเพื่อที่จะได้มีโอกาสสัมผัสกับความมั่งคั่ง
Lee เปรียบเทียบการลงทุนกับการเล่นโป๊กเกอร์ว่า หากนักลงทุนทุ่มหมดหน้าตักทุกครั้งย่อมมีแต่แพ้และสูญเงินแน่นอน แต่หากมีวินัยในการเทรดและเลือกส่งคำสั่งเฉพาะในจังหวะที่ตัวเลขความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์เป็นใจและได้เปรียบจริง ๆ โอกาสที่จะถูกล้างพอร์ตจนหมดตัวในนัดเดียวก็นับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน
แต่เขาก็ยอมรับว่า หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงเวลาเคลื่อนไหว ซึ่งถ้ากะจังหวะถูกก็อาจสามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การทุ่มเลเวอเรจ 5 เท่าของเขาจึงเป็นวิธีการที่เข้าใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งได้สูงและเร็วกว่ากว่าคนอื่น 5 เท่าเช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงยังกล้าที่จะยอมแบกหนี้และความเครียดสะสม
การรับมือของภาครัฐ
สถาบันการลงทุนทางการเงินแห่งเกาหลีเปิดเผยว่า ยอดคงค้างการกู้ยืมมาร์จิ้นเพื่อซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 38.63 ล้านล้านวอนเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 34.37 ล้านล้านวอน ณ วันที่ 15 กรกฎาคม สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลกำลังเผชิญ
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งครอบคลุมการกู้ยืมในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย ชี้ให้เห็นว่าหนี้สินรวมของนักลงทุนพุ่งทะลุระดับ 60 ล้านล้านวอนไปแล้วเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม ปรากฏการณ์หนี้สินโตกระฉูดนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซึ่งมีมูลค่าราว 4.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ร้อนแรงและมีความผันผวนสูงที่สุดในโลก
เพื่อสยบความร้อนแรงของการเก็งกำไรที่สูงเกินไป ทางการเกาหลีใต้จึงได้ออกมาตรการแทรกแซงอย่างกะทันหัน ด้วยการประกาศสั่งห้ามการจดทะเบียนกองทุน ETF ประเภทเลเวอเรจที่อ้างอิงกับหุ้นรายตัว ซึ่งถือเป็นการกลับคำตัดสินใจหลังจากที่หน่วยงานกำกับดูแลเพิ่งจะอนุมัติให้ซื้อขายกองทุนลักษณะนี้ไปได้เพียงสองเดือนเท่านั้น
Inki Cho นักยุทธศาสตร์ตลาดการเงินจาก Exness ให้ความเห็นว่า ผู้ว่าการบริการกำกับดูแลทางการเงิน (FSS) ได้ยอมรับแล้วว่าอนุมัติผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกนำออกมาอย่างเร่งรีบเกินไป การสั่งห้ามครั้งนี้จึงเป็นการแก้ไขความผิดพลาดทางนโยบาย
สุดท้ายนี้เขายังได้เตือนนักลงทุนรายย่อยว่า การใช้เลเวอเรจในตลาดที่ผันผวนจะสร้าง ความเสี่ยงที่ไม่สมดุล เนื่องจากมันจะเร่งความเร็วในการขาดทุนฝั่งขาลง ให้ขยายตัวเร็วกว่าการสร้างความมั่งคั่งในฝั่งขาขึ้นอย่างมาก
ที่มาและภาพ : Reuters
มุมมองผู้เขียน : ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องความโลภส่วนบุคคล แต่เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างทางสังคม ที่ความเหลื่อมล้ำบีบให้คนรุ่นใหม่มองการใช้เลเวอเรจสูงเป็นทางรอดเดียว ซึ่งการแทรกแซงด้วยการสั่งห้ามผลิตภัณฑ์การเงินของรัฐบาลเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ตราบใดที่โอกาสในการสร้างฐานะด้วยรายได้ปกติยังคงไกลเกินเอื้อม

