สรุปข่าว
- ราคา Bitcoin ร่วงหลุดระดับ 66,000 ดอลลาร์ หลังความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้ง ฉุดราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- นักลงทุนจับตาการประชุม FOMC วันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้อย่างใกล้ชิด แม้ตลาดจะให้น้ำหนักกว่า 83% ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิม แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง
- กระแสเงินไหลเข้ากองทุน Bitcoin ETF เริ่มฟื้นตัวเล็กน้อย หลังจากเผชิญการไหลออกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ช่วงเดือนมิถุนายน แต่ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ไหลออกไปก่อนหน้านี้
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bearish
ในระยะสั้น ตราบใดที่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย และราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง แรงกดดันเงินเฟ้อที่กลับมา อาจทำให้เฟดส่งสัญญาณแข็งกร้าวขึ้นในการประชุม FOMC ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญแรงเทขายอีกระลอก หลัง Bitcoin ร่วงหลุดระดับ 66,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางบรรยากาศหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากการปะทะทางทหาร ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาปะทุอีกครั้ง กดดันให้ราคา Bitcoin ให้เคลื่อนไหวในทิศทางขาลงอย่างต่อเนื่อง
ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด ตะวันออกกลางยังร้อนระอุ
ปัจจัยฉุดตลาดคริปโตในช่วงนี้ มาจากอิทธิพลของเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มมากขึ้น ผนวกกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง สหรัฐฯ และอิหร่านเคยลงนามข้อตกลงชั่วคราว เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่การโจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบดังกล่าวหลายครั้ง ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ก็ได้ทำลายข้อตกลงหยุดยิงลงไปอย่างสิ้นเชิง
ในเดือนกรกฎาคม กองทัพสหรัฐฯ กลับมาโจมตีทางอากาศอีกครั้ง พร้อมปิดล้อมชายฝั่งอิหร่านทางทะเล จนถึงวันที่ 22 กรกฎาคม การโจมตีทางอากาศได้ดำเนินมาต่อเนื่อง เป็นคืนที่ 11 แล้ว ขณะที่กลุ่มกบฏฮูตีซึ่งเป็นพันธมิตรกับอิหร่านก็ได้ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียเช่นกัน
ผลจากความกังวลด้านอุปทาน ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อเนื่อง โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นมาตรฐานราคาน้ำมันของโลก ปรับตัวขึ้น 4% เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม แตะระดับสูงกว่า 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับเป็นระดับสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน และปรับตัวขึ้นแล้วราว 20% ภายในเดือนเดียว ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ กลับมาแตะระดับ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนอีกครั้ง และนักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มมองว่าราคาน้ำมันดิบอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ได้ในไม่ช้า
FOMC จ่อประชุม ตลาดยังคงกังวลเรื่องดอกเบี้ย
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง กำลังส่งผลต่อมุมมองด้านนโยบายการเงินเช่นกัน ข้อมูลจาก FedWatch ของ CME ระบุว่า ณ วันที่ 21 กรกฎาคม ตลาดได้ให้น้ำหนักราว 83% ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิมในการประชุม FOMC วันที่ 29 กรกฎาคม โดยกรอบอัตราดอกเบี้ยเฟดฟันด์อยู่ที่ 3.50-3.75% ซึ่งคาดว่า จะคงระดับนี้ไว้เป็นการประชุมที่สี่ติดต่อกัน

ซึ่งความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็ยังไม่หายไป เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจเป็นตัวจุดชนวนให้เงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ก็เคยพุ่งขึ้นสูงกว่า 46% ชั่วคราว
ขณะที่ Governor Waller ผู้ว่าการเฟด ระบุว่า ความเสี่ยงด้านนโยบาย ได้เอนเอียงไปทางฝั่งเงินเฟ้อมากขึ้น เนื่องจากความอ่อนแอในตลาดแรงงาน ด้าน Bank of America ก็คาดการณ์ว่า จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปี 2026
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายน ที่ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ก็ปรับตัวขึ้น 3.5% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.8% ช่วยคลายความกังวลเรื่องดอกเบี้ยลงชั่วคราว
จุดสนใจถัดไปคือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้ จะดันตัวเลขเงินเฟ้อให้พุ่งขึ้น ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปหรือไม่ โดย CPI เดือนกรกฎาคม มีกำหนดประกาศในวันที่ 12 สิงหาคมนี้
กรอบราคา 60,000-80,000 ดอลลาร์ ยังคุมทิศทางตลาด

กราฟฟีโบนัชชี ที่ลากจากจุดต่ำสุดในปี 2022 หลังวิกฤต FTX ที่ระดับ 15,600 ดอลลาร์ต่อ BTC ไปจนถึงจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนตุลาคม 2025 ที่ 126,000 ดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่า ราคา Bitcoin ปัจจุบันอยู่ระหว่างระดับ 0.382 ที่ประมาณ 57,900 ดอลลาร์ กับระดับ 0.5 หรือจุดกึ่งกลางที่ประมาณ 71,000 ดอลลาร์ สะท้อนว่า ตลาดกำลังอยู่ในช่วงพักฐานที่ต่ำกว่าครึ่งทางของการปรับขึ้นเล็กน้อย
ข้อมูลบนบล็อกเชนสำคัญหลายตัวก็ใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดของวัฏจักรตลาดในอดีต ขณะที่ความรู้สึกของตลาดโดยรวม เอนเอียงไปทางความสิ้นหวังและความเฉยเมย ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มเริ่มมองหาจังหวะช้อนซื้อ
ในฝั่งขาลง ระดับ 0.382 ถูกมองว่า เป็นโซนแนวรับสำคัญ ซึ่งการสอดคล้องกับเส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์ ที่บริเวณประมาณ $63,300 ทำให้มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแนวรับสองชั้นที่แข็งแกร่ง
ส่วนในฝั่งขาขึ้น เส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ ที่ประมาณ $85,400 และระดับ 0.618 ที่ประมาณ $84,100 นั้น เกือบจะทับซ้อนเป็นจุดเดียวกัน จึงใช้เป็นกรอบแนวทางสำหรับแรงเทขายทำกำไรระยะสั้น
ทั้งนี้ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ราคา Bitcoin จะสามารถฟื้นตัวขึ้นไปแตะระดับ 71,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลาง 50% ได้อย่างชัดเจนหรือไม่ เนื่องจากจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวโน้ม
โดยราคา Bitcoin ร่วงลงมาแล้วราว 20% นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ดัชนี Fear & Greed ที่สะท้อนความรู้สึกนักลงทุนก็อยู่ที่ระดับ 33 บ่งชี้ถึงภาวะ “หวาดกลัว” ตลาดโดยรวมจึงยังคงอยู่ในโหมดรอดูท่าทีก่อนการประชุม FOMC
Daan Crypto Trades นักวิเคราะห์ตลาดประเมินว่า Bitcoin กำลังพยายามดีดตัวขึ้นภายในกรอบการแกว่งตัวที่กว้างระหว่าง $60,000 ถึง $80,000
ตามทัศนะของเขา ทั้งเส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day SMA ที่ประมาณ $72,700) และเส้นเฉลี่ย 200 EMA ที่ประมาณ $73,900 ในกราฟรายวันยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และต่อให้ราคาจะประคองตัวอยู่ที่ระดับปัจจุบันต่อไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเคลื่อนตัวตัดผ่านเส้นเหล่านี้ในช่วงเดือนสิงหาคม
สำหรับในระยะสั้น ระดับแนวต้านสำคัญที่ต้องจับตาคือ จุดสูงสุดในเดือนมิถุนายนที่ $67,000 และบริเวณ $70,000 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Bull Market Support Band ในกราฟรายสัปดาห์
เส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่เหล่านี้อยู่เหนือราคาปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่เป็นแนวต้านตลอดการดีดตัวในอนาคตอันใกล้ ซึ่งกรอบบนที่ $80,000 และกรอบล่างที่ $60,000 ยังคงเป็นตัวกำหนดความผันผวนของตลาด และน่าจะใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะทดสอบกรอบบนได้ หากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น
กระแสเงินทุนเริ่มไหลกลับ แต่ยังห่างไกลจากจุดสมดุล
กองทุน Bitcoin ETF ที่สะท้อนกระแสเงินทุนจากนักลงทุนสถาบัน เผชิญการไหลออกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ราว 4.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน ก่อนที่การไหลออก ที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา ซึ่งกินเวลาแปดสัปดาห์ติดต่อกัน รวมมูลค่ากว่า 8.2 พันล้านดอลลาร์ จะสิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม

จากนั้นกระแสเงินเริ่มพลิกกลับเป็นไหลเข้า โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าราว 197 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 กรกฎาคม และไหลเข้าราว 75.7 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 กรกฎาคม รวมยอดเงินไหลเข้าตลอดสองสัปดาห์อยู่ที่ราว 273 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดไหลออกที่สูงกว่า 8 พันล้านดอลลาร์ วันที่ 13 กรกฎาคม
แต่ช่วงที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง มีเงินไหลออกราว 420 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว สะท้อนว่าโมเมนตัมของกระแสเงินทุนไหลเข้ายังจำกัดอยู่มาก
การกระจุกตัวของเม็ดเงินในหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่น เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คริปโตดูอ่อนแอเมื่อเทียบกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และดัชนีนิกเกอิต่างมีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตลาด IPO ก็ดึงดูดความสนใจนักลงทุนเช่นกัน จากการเข้าจดทะเบียนขนาดใหญ่ของ SpaceX ยักษ์ใหญ่ด้านการพัฒนาอวกาศ
ขณะที่นักลงทุนสถาบันเลือกจัดสรรความเสี่ยงไปยังหุ้นกลุ่ม AI เซมิคอนดักเตอร์ และหุ้น IPO เป็นหลัก การจัดสรรเงินทุนใหม่เข้าสู่สินทรัพย์คริปโตยังคงจำกัดอยู่มาก หากความอยากรับความเสี่ยงกลับคืนมา หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย และการประชุม FOMC ผ่านพ้นไป ยังมีโอกาสที่เม็ดเงินบางส่วนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นจะไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์คริปโตได้เช่นกัน
จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางและ FOMC
ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ยังคงมีน้ำหนักสำคัญต่อ Bitcoin ในขณะนี้ หากราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการคุมเข้มนโยบายการเงินในการประชุม FOMC ครั้งถัดไป ความเสี่ยงที่ตลาดจะเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรงอาจปรากฏชัดเจนขึ้น และอาจกดดันให้ราคา Bitcoin ร่วงลงไปแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์
ในทางกลับกัน หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากความคืบหน้าทางการทูต เช่น ข้อตกลงหยุดยิงครั้งใหม่ ก็ยังมีช่องทางให้ความอยากรับความเสี่ยงในตลาดฟื้นตัวได้เช่นกัน
ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในระยะสั้นนี้ ได้แก่ ความคืบหน้าของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง, แถลงการณ์ FOMC วันที่ 29 กรกฎาคม, ผลประกอบการรายไตรมาสของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า รวมถึงกระแสเงินไหลเข้าออกรายสัปดาห์ของกองทุน Bitcoin ETF
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : ตอนนี้ Bitcoin เหมือนติดอยู่กลางสมรภูมิที่ไม่ได้เลือกเอง ทั้งสงครามตะวันออกกลางและท่าทีของเฟดต่างเป็นตัวแปรที่ตลาดคริปโตควบคุมไม่ได้เลยแม้แต่น้อย กรอบราคา 60,000-80,000 ดอลลาร์ น่าจะยังคุมอยู่ต่อไปอีกสักพัก จนกว่าจะเห็นสัญญาณชัดเจนจากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

