สรุปข่าว
- รายงานล่าสุดจากสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รวมตัวกันเป็นโครงข่ายเศรษฐกิจใต้ดินที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ
- มูลค่าความเสียหายจากกลโกงหลอกลงทุนและอาชญากรรมไซเบอร์ในปี 2025 พุ่งสูงถึง 1.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีและมีการใช้แรงงานมนุษย์จากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก
- องค์การสหประชาชาติได้เรียกร้องให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเร่งฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อติดตามและยึดเส้นทางการเงินคริปโตเนื่องจากการใช้แค่มาตรการกวาดล้างแบบเดิมไม่สามารถรับมือกับอาชญากรที่มีการนำเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง AI และอินเทอร์เน็ตดาวเทียมมาใช้ได้อีกต่อไป
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากรายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอภาพรวมของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ระดับภูมิภาคซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปัจจัยพื้นฐานหรืออุปสงค์และอุปทานของการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีในตลาดหลัก
องค์การสหประชาชาติได้เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุดที่ชี้ให้เห็นถึงความน่ากลัวของอุตสาหกรรมการต้มตุ๋นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปัจจุบันได้ขยายตัวจนกลายเป็นเครือข่ายเศรษฐกิจใต้ดินขนาดใหญ่ โดยมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นสูงทะลุขีดจำกัดจนแซงหน้าผลิตภัณฑ์มวลรวมของหลายประเทศในภูมิภาคไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติหรือ UNODC อธิบายว่าโลกมืดในภูมิภาคนี้กำลังเกิดการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ กลุ่มอาชญากรท้องถิ่นที่เคยทำงานแยกกันได้หันมาจับมือและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายข้ามชาติ โดยทางตัวแทนของ UNODC ประจำภูมิภาคได้เปรียบเทียบรูปแบบการทำงานนี้ว่าเหมือนกับการขายแฟรนไชส์องค์กร ซึ่งมีการแบ่งแผนกเฉพาะทางเพื่อรับหน้าที่จัดการทั้งเรื่องการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลบนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน
ตัวเลขความเสียหายที่ประเมินจากคดีฉ้อโกงทั่วทั้งเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เฉพาะในปี 2025 พุ่งสูงถึง 88.3 ถึง 114.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนผ่านบล็อกเชน โดยเฉพาะกลุ่มขบวนการหลอกให้รักแล้วชวนลงทุนหรือที่รู้จักกันในชื่อ Pig butchering ทางหน่วยงานจึงออกโรงเตือนว่าตำรวจในภูมิภาคยังขาดความเชี่ยวชาญในการติดตามเส้นทางการเงินในโลกดิจิทัล และเน้นย้ำว่าการพยายามทลายเครือข่ายเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผลอีกต่อไปแต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การยึดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดเป็นหลัก
รายงานยังระบุถึงการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI สร้างข้อมูลปลอมสร้างวิดีโอเลียนแบบคนดัง หรือการแทรกซึมมัลแวร์ผ่านเครือข่ายโฆษณาที่ถูกกฎหมายซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 42% ในปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มอาชญากรยังเริ่มตีตัวออกห่างจากเครือข่ายโทรคมนาคมท้องถิ่นและหันไปพึ่งพาอินเทอร์เน็ตดาวเทียมอย่าง Starlink ทำให้พวกเขาสามารถตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกลและหลบหนีการจับกุมได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งพยายามขยายฐานเหยื่อแรงงานบังคับโดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่มีทักษะภาษาทางฝั่งยุโรปและอเมริกาเหนือมากขึ้น
ที่มา: X
มุมมองส่วนตัวประเมินว่ารายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวของอาชญากรรมไซเบอร์ที่พัฒนาตัวเองไปไกลกว่าที่หน่วยงานรัฐจะตามทัน การที่กลุ่มมิจฉาชีพนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI หรือบล็อกเชนมาใช้ไม่ได้แปลว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นคือสิ่งเลวร้าย แต่มันสะท้อนถึงความจำเป็นที่ภาครัฐต้องเร่งติดอาวุธทางความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อให้สามารถแกะรอยและอายัดเงินทุนได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันนักลงทุนทั่วไปก็ต้องตระหนักไว้เสมอว่าแพลตฟอร์มการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริงและมีรูปแบบการโอนเงินที่ตรวจสอบไม่ได้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียทรัพย์สิน การมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล

