bitkub-banner

รายงานเผยครึ่งแรกปี 2026 ยอดแฮกคริปโตพุ่งทำสถิติใหม่ $1.1 พันล้าน ชี้วิธีโจมตีแบบใหม่

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Blockaid เปิดรายงานพบเหตุการณ์แฮกครั้งใหญ่ในวงการคริปโตครึ่งแรกปี 2026 สูงถึง 212 ครั้ง มากกว่าทั้งปี 2025 ถึง 3.4 เท่า มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์
  • แฮกเกอร์เกาหลีเหนือกลุ่ม TraderTraitor ยังเป็นภัยคุกคามหลัก สร้างความเสียหายกว่า 609 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 55% ของความเสียหายทั้งหมด ผ่านการโจมตี Kelp DAO และ Drift protocol
  • พบภัยคุกคามรูปแบบใหม่ 3 ประเภท ได้แก่ การโจมตี AI Agent ผ่าน Prompt Injection, การเจาะระบบยืนยัน Off-chain Bridge และการโจมตีสิทธิ์กระเป๋าเงินผ่านมาตรฐาน EIP-7702

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bearish 

ในระยะสั้น โดยเฉพาะกับโปรโตคอลที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง Kelp DAO, Drift, Resolv และ CoW protocol อาจเผชิญแรงเทขายจากความเชื่อมั่นที่สั่นคลอน แม้มูลค่าความเสียหายรวมจะยังต่ำกว่าปีก่อน และนักลงทุนเริ่มคุ้นชินกับข่าวการแฮกที่เกิดขึ้นถี่ แต่หากการโจมตีผ่าน AI Agent หรือ EIP-7702 ขยายวงกว้างขึ้นในครึ่งปีหลัง อาจกดดันความเชื่อมั่นในระยะยาวของนักลงทุนได้

บริษัทความปลอดภัยบนบล็อกเชน Blockaid ได้เปิดเผยรายงานสรุปแนวโน้มการถูกแฮกในวงการคริปโตเคอเรนซีประจำครึ่งแรกของปี 2026 โดยระบุว่า อุตสาหกรรมคริปโตต้องเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยพบเหตุการณ์การแฮกครั้งใหญ่ ที่ได้รับการยืนยันแล้วมากถึง 212 ครั้ง ซึ่งมากกว่าทั้งปี 2025 ถึง 3.4 เท่า

มูลค่าความเสียหายรวมอยู่ที่ประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งยังต่ำกว่าครึ่งแรกของปี 2025 เพราะปีที่แล้ว มีเหตุการณ์ใหญ่อย่าง Bybit ถูกแฮก เพียงเหตุการณ์เดียว มูลค่าความเสียหายก็สูงถึง  1.5 พันล้านดอลลาร์

Blockaid ระบุว่า เหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในครึ่งปีแรก ได้แก่  Kelp DAO, Drift protocol, Resolv และ CoW protocol เป็น 4 เหตุการณ์การแฮกที่ใหญ่ที่สุดในครึ่งปีแรก ซึ่งสร้างความเสียหายรวมกันประมาณ 707 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 64% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด

โดย Kelp DAO สูญเงินมากที่สุดถึง 292 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการถูกปลอมแปลงข้อความข้าม Cross-chain เนื่องจากตัวยืนยัน Bridge Verifier โดนเจาะระบบ ไม่ใช่เกิดจากช่องโหว่ของ Smart Contract 

ส่วน Drift protocol สูญเงินไป 285 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการถูกโจมตีผ่าน Social Engineering โดยแฮกเกอร์หลอกผู้มีสิทธิ์ลงนามในระบบ Multi-signature จนสามารถยึดการควบคุมระบบได้

ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์เชื่อว่า เป็นฝีมือของกลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ TraderTraitor

ด้าน Resolv เสียหายไปกว่า 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการที่รหัสยืนยันตัวตนหลุด ทำให้แฮกเกอร์สามารถสร้าง Stablecoin ปลอม ที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันได้

และ CoW protocol สูญเงินราว 50.4 ล้านดอลลาร์ จากการลงลายเซ็นธุรกรรมผิดพลาดของผู้ใช้งานเอง ไม่ได้มาจากระบบถูกแฮกโดยตรง

เจาะลึกประเภทการโจมตี 

ในแง่ของมูลค่าความเสียหาย การรั่วไหลของ Private Keys และข้อมูลยืนยันตัวตน ถือเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด โดยการโจมตีที่พุ่งเป้าไปที่ความปลอดภัยด้านการดำเนินงาน คิดเป็น 74% หรือประมาณ 789 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของความเสียหายทั้งหมดในครึ่งปีแรก ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน 6 เหตุการณ์ใหญ่ รวมถึง Drift และ Kelp DAO

ส่วนการโจมตีที่ผ่านช่องโหว่ของ Smart Contract แม้จะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของจำนวนครั้งที่เกิด แต่มูลค่าความเสียหายรวม กลับอยู่ที่เพียงประมาณ 203 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเพียง 19% ของความเสียหายทั้งหมดเท่านั้น

เมื่อพิจารณาแยกตามเครือข่าย ความเสียหายบน Ethereum พุ่งสูงที่สุดประมาณ 332 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วย Solana ที่ประมาณ 326 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

โดย Blockaid วิเคราะห์ว่า ระบบนิเวศของ Ethereum ยังคงเป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโปรโตคอลที่จัดเก็บสินทรัพย์มูลค่าสูง ผ่านรูปแบบการเจาะช่องโหว่ของ Bridge ช่องโหว่ Smart Contract และการโจมตีแบบ MEV Sandwich 

ขณะที่บนเครือข่าย Solana ความเสียหายมากกว่า 98% เกิดจากการหลุดของ Private Keys และโครงสร้างพื้นฐานของผู้ลงนาม ระบบ Multi-signature เป็นหลัก

แฮกเกอร์เกาหลีเหนือยังคงเป็นภัยคุกคามหลัก

รายงานระบุว่า กลุ่มแฮกเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศเกาหลีเหนือ สร้างความเสียหายคิดเป็นส่วนใหญ่ของมูลค่ารวมทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่ม TraderTraitor เครือข่ายย่อยของ Lazarus Group ที่อยู่เบื้องหลังการแฮก Bybit ในปี 2025 ได้สร้างความเสียหายในครึ่งแรกของปี 2026 ไปราว 577 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากเพียง 2 เคสใหญ่ ได้แก่ Kelp DAO และ Drift 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเคสการโจมตีโปรโตคอล Humanity มูลค่า 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มเดียวกัน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายรวมจากแฮกเกอร์เกาหลีเหนือพุ่งสูงถึงประมาณ 609 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 55% ของความเสียหายทั้งหมดในครึ่งปีแรก

กรณีของ Kelp DAO ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยแฮกเกอร์ใช้วิธี Social Engineering ขโมยรหัสผ่านของนักพัฒนา LayerZero แล้วเข้าควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน RPC เพื่อสร้างใบรับรองปลอมขึ้นมา เพื่อหลอกให้ระบบยืนยันธุรกรรม Cross-chain

ซึ่ง Blockaid เตือนว่า เทคนิคการใช้โซเชียลมีเดียอย่าง LinkedIn เพื่อเจาะระบบมัลติสิกจากฝั่งผู้ลงนาม จะยังคงดำเนินต่อไป และไม่มีแนวโน้มที่จะลดลงในอนาคตอันใกล้

ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการคาดการณ์ช่วงครึ่งหลังของปี 2026

Blockaid ได้ระบุถึง 3 รูปแบบการโจมตีชนิดใหม่ ที่เพิ่งเกิดขึ้นในครึ่งแรกของปี 2026 ดังนี้

  1. การโจมตี AI Agents  การใช้เทคนิค Prompt Injection หลอกลวงคำสั่งของ AI เพื่อให้ตัดสินใจผิดพลาด และอนุมัติการทำธุรกรรมฉ้อโกง เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับ AI Agent ของ Bankr
  2. การโจมตีระบบยืนยันความถูกต้องของ Off-Chain Bridge มุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานนอกบล็อกเชนที่ทำหน้าที่ยืนยันข้อความข้ามสาย
  3. การโจมตีสิทธิ์ Wallet ผ่านมาตรฐานใหม่ “EIP-7702” ฟีเจอร์ใหม่ของ Ethereum ที่เปิดให้มอบอำนาจควบคุมกระเป๋าเงินแก่ Smart Contract ได้ กลายมาเป็นช่องทางโจมตีใหม่

สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2026 Blockaid คาดการณ์ว่า ความเสี่ยงหลักจะยังคงมาจากแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ ร่วมกับการโจมตี Wallet ผ่านมาตรฐาน EIP-7702 ที่เพิ่มขึ้น เมื่อฟีเจอร์นี้กลายเป็นมาตรฐานของกระเป๋าเงินหลัก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  

ยิ่งไปกว่านั้น การโจมตีมุ่งเป้า AI Agents มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากปริมาณการปรับใช้ AI Agent ในวงการเติบโตขึ้นถึง 10 เท่าต่อปี โดยคาดว่า จะมีรูปแบบการโจมตีที่เริ่มจาก Prompt Injection ไปจนถึงการใช้สิทธิ์เข้าถึงเครื่องมือของ AI ในทางที่ผิด และการล่อลวงให้ AI เกิดการลงนามธุรกรรมปลอมตามมา

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน : โปรโตคอลต่างๆ อาจต้องลงทุนกับการฝึกอบรมทีมงานให้รู้เท่าทันกลลวง Social Engineering มากขึ้น พอๆ กับการตรวจสอบ Smart Contract 

ส่วนเทรนด์ AI Agent ที่กำลังมาแรง น่าจะกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของเหล่าแฮกเกอร์ในปีหน้า และหากวงการยังไม่เร่งวางมาตรฐานความปลอดภัยให้ทันการเติบโต ก็มีโอกาสสูงที่จะเห็นเคสใหม่ๆ ที่ใหญ่ระดับ Kelp DAO เกิดขึ้นอีกในไม่ช้า