สรุปข่าว
- Hitachi ทดสอบระบบป้องกันการฟอกเงินสำหรับคริปโตเคอร์เรนซี Stablecoin และ NFT ร่วมกับสถาบันการเงินและธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล 17 แห่ง
- ระบบสามารถแชร์ข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัย ตรวจสอบความเสี่ยงของกระเป๋าเงิน และติดตามการหมุนเวียนของโทเคนได้
- บริษัทเตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2026 พร้อมเดินหน้าผลักดันแนวคิด AML Joint Center
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Hitachi ทดสอบระบบป้องกันการฟอกเงินสำหรับคริปโตเคอร์เรนซี, Stablecoin และ NFT ผ่านฉลุย หลังร่วมมือกับสถาบันการเงินและธุรกิจ 17 แห่ง โดยระบบสามารถตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย ประเมินความเสี่ยงของกระเป๋าเงิน และติดตามการหมุนเวียนของโทเคนด้วย AI และ Machine Learning บริษัทเตรียมเปิดใช้จริงในเดือนตุลาคม 2026 พร้อมต่อยอดสู่ AML Joint Center เพื่อให้ทั้งอุตสาหกรรมมองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น ก่อนเงินผิดกฎหมายจะไหลหายไปตามเส้นทางที่ติดตามได้ยาก
วันนี้ (30 ก.ค.) Hitachi บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น ประกาศความสำเร็จในการทดสอบระบบป้องกันการฟอกเงิน หรือ AML สำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล หลังร่วมมือกับสถาบันการเงินและธุรกิจในอุตสาหกรรมรวม 17 แห่ง ครอบคลุมทั้งคริปโตเคอร์เรนซี, Stablecoin และ NFT โดยผลการทดสอบยืนยันว่า ระบบพร้อมนำไปใช้งานจริง และบริษัทเตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2026
การทดสอบดังกล่าวครอบคลุมธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี, Stablecoin และ NFT โดยดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2026 ภายใต้การสนับสนุนของโครงการ FinTech Demonstration Experiment Hub จากหน่วยงานบริการทางการเงินญี่ปุ่น (FSA)
หัวใจสำคัญของระบบคือ การเปิดทางให้ผู้ประกอบการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมต้องสงสัย และกระเป๋าเงินที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้แต่ละบริษัทมองเห็นสัญญาณอันตรายได้รวดเร็วขึ้น ก่อนที่เงินจะถูกโยกย้ายข้ามแพลตฟอร์ม หรือหายไปในเส้นทางที่ติดตามได้ยาก
ระบบยังสามารถติดตามการหมุนเวียนของโทเคน เช่น Stablecoin เพื่อประเมินความเสี่ยงจากความเคลื่อนไหวของเงินทุน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งปัญหาของโลกสินทรัพย์ดิจิทัล
แม้คริปโตและ Stablecoin จะช่วยให้การโอนเงินข้ามพรมแดนรวดเร็วขึ้น แต่ความสะดวกเดียวกันก็อาจถูกใช้เพื่อปกปิดที่มาของเงินจากอาชญากรรม ทำให้การป้องกันการฟอกเงินกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกจับตา
บริการใหม่ของ Hitachi ประกอบด้วย 3 ฟังก์ชันหลัก ได้แก่ การเฝ้าระวังธุรกรรมหลังเกิดรายการ การประเมินความเสี่ยงของกระเป๋าเงินปลายทางแบบเรียลไทม์ก่อนโอน และการติดตามโทเคนที่ถูกปล่อยเข้าสู่ตลาดแล้ว
เบื้องหลังระบบจะผสานฐานข้อมูลรายชื่อผู้ถูกคว่ำบาตร และผู้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม เข้ากับการวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชน รวมถึงใช้ AI และ Machine Learning ตรวจจับพฤติกรรมธุรกรรมที่มีความคล้ายคลึงกัน
แนวทางนี้มีเป้าหมายอุดช่องว่างที่ผู้ประกอบการรายเดียวอาจมองไม่เห็น เพราะธุรกรรมผิดปกติมักไม่ได้จบอยู่ในระบบของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่สามารถไหลข้ามกระเป๋าเงิน แพลตฟอร์ม และอุตสาหกรรมได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ Hitachi เคยทดสอบระบบเฟสแรกกับบริษัท 12 แห่ง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2025 ขณะที่การทดสอบล่าสุดถือเป็นเฟสที่ 2 ซึ่งขยายจำนวนผู้เข้าร่วม และเพิ่มขอบเขตการตรวจสอบให้ครอบคลุมมากขึ้น
ก้าวต่อไป Hitachi เตรียมผลักดันแนวคิด AML Joint Center หรือศูนย์กลางที่เชื่อมโยงข้อมูลความเสี่ยงระหว่างหลายอุตสาหกรรม
หากแนวคิดนี้เกิดขึ้นจริง การรับมือการฟอกเงินในโลกคริปโตอาจไม่ใช่หน้าที่ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นระบบป้องกันร่วมกันที่ช่วยให้ทั้งอุตสาหกรรมมองเห็นความเสี่ยงได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ ระบบ AML ของ Hitachi จะสร้างแรงกระเพื่อมให้วงการคริปโตได้มากแค่ไหน เพราะแม้ผลทดสอบจะผ่านฉลุย แต่บทพิสูจน์ที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นเมื่อระบบถูกนำไปใช้กับธุรกรรมจริงในเดือนตุลาคมนี้
ที่มา:coinpost

