bitkub-banner

แฮกเกอร์พบบั๊ก Hardware Wallet ขโมย Bitcoin 594 BTC หายเกลี้ยงใน 25 นาที

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • แฮกเกอร์อาศัยช่องโหว่ในระบบสุ่มรหัสของ Hardware Wallet จากค่าย Coldcard กวาด Bitcoin ราว 594 BTC มูลค่าประมาณ 38 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.26 พันล้านบาท)
  • กระเป๋ามากกว่า 500 ใบถูกโจมตีภายในเวลาเพียง 25 นาที ก่อนที่ Bitcoin จำนวน 562 BTC จะถูกรวมไปยัง Address เดียว
  • ต้นตอของปัญหาอยู่ที่ระบบสร้าง Seed Phrase ซึ่งใช้ข้อมูลที่สามารถคาดเดาได้ จนอาจเปิดทางให้แฮกเกอร์คำนวณย้อนกลับไปหากุญแจของกระเป๋า

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

ข้อมูลบนบล็อกเชนเผยว่า แฮกเกอร์เจาะช่องโหว่ Coldcard Hardware Wallet กวาด Bitcoin ราว 594 BTC มูลค่าประมาณ 1.26 พันล้านบาท จากกระเป๋ากว่า 500 ใบในเวลาเพียง 25 นาที ต้นตออยู่ที่บั๊กในระบบสร้าง Seed Phrase ซึ่งเปิดช่องให้คำนวณย้อนกลับได้ ล่าสุด Coinkite เตือนผู้ใช้ Coldcard Mk3 ที่สร้าง Seed บนเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 4.0.1 หรือใหม่กว่าให้เร่งตรวจสอบ เพราะอาจยังมีกระเป๋าอีกจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยง

กระเป๋าคริปโต Hardware Wallet ที่หลายคนเชื่อว่าปลอดภัยที่สุด กลับกลายเป็นต้นเหตุของการแฮกครั้งใหญ่ ล่าสุดมีรายงานว่า แฮกเกอร์อาศัยช่องโหว่ในระบบสุ่มรหัสของกระเป๋าคริปโตยี่ห้อ Coldcard กวาด Bitcoin ราว 594 BTC มูลค่าประมาณ 38 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.26 พันล้านบาท) ออกจากกระเป๋ามากกว่า 500 ใบ ภายในเวลาเพียง 25 นาที

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่จำนวนเงินที่หายไป แต่คือช่องโหว่นี้อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนสร้างกุญแจของกระเป๋า ซึ่งหมายความว่า ผู้ใช้งานบางรายอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Bitcoin ของตัวเองกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง และอาจต้องเร่งตรวจสอบอุปกรณ์กับเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ที่เคยใช้สร้าง Seed Phrase

ข้อมูลบนบล็อกเชนพบว่า การโจมตีเกิดขึ้นระหว่างเวลา 01.31-01.56 น. ตามเวลา UTC ของวันศุกร์ โดยแฮกเกอร์ทำธุรกรรมราว 500 รายการ ภายในช่วงยืนยันธุรกรรมเพียง 3 บล็อก ก่อนรวบรวม Bitcoin จำนวน 562 BTC ไปไว้ใน Address เดียว ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเคลื่อนย้ายต่อ

กระเป๋าที่ถูกโจมตีทั้งหมดเป็นแบบ Single-signature Wallet หรือกระเป๋าที่ใช้กุญแจเพียงชุดเดียวในการอนุมัติธุรกรรม แต่ละใบถือ Bitcoin มากกว่า 0.15 BTC และหลายใบแทบไม่มีการเคลื่อนไหวมานานหลายปี

ขณะที่ Bitcoin ที่ถูกขโมยมีช่วงเวลาการถือครองตั้งแต่ปี 2021-2026 ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ช่องโหว่นี้เริ่มปรากฏในเฟิร์มแวร์ของอุปกรณ์ ยิ่งเพิ่มคำถามว่า อาจยังมีกระเป๋าอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ถูกโจมตี แต่สร้างขึ้นจากระบบเดียวกันและยังคงตกอยู่ในความเสี่ยง

บั๊กร้ายแรง Seed Phrase กลายเป็นรหัสที่สามารถคาดเดาได้

Coldcard เป็น Hardware Wallet ที่ผลิตโดย Coinkite บริษัทสัญชาติแคนาดา อุปกรณ์ประเภทนี้ถูกออกแบบมาให้เก็บกุญแจ Private Key สำหรับควบคุม Bitcoin แบบออฟไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงจากมัลแวร์และการแฮกผ่านคอมพิวเตอร์

ที่มา:Coinkite

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แต่เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนสร้าง Seed Phrase หรือชุดคำศัพท์ที่ใช้กู้คืน และควบคุมกระเป๋าเงิน

ตามปกติ Seed Phrase ต้องถูกสร้างจากตัวเลขสุ่มที่มีความเป็นไปได้จำนวนมหาศาล จนแทบไม่มีทางคาดเดาได้ แต่ทีมวิศวกรรมและความปลอดภัย Bitcoin ของ Block พบว่า เฟิร์มแวร์ Coldcard บางเวอร์ชันมีข้อผิดพลาดในระบบสร้างตัวเลขแบบสุ่ม

ปัญหาเกิดจาก Build Setting หรือการตั้งค่าระหว่างสร้างซอฟต์แวร์ ซึ่งทำให้อุปกรณ์ข้ามการใช้ตัวสร้างตัวเลขแบบสุ่มจากฮาร์ดแวร์ของตัวเอง ขณะที่ระบบตรวจสอบกลับเช็กเพียงว่า มีการตั้งค่าดังกล่าวอยู่หรือไม่ แต่ไม่ได้ตรวจว่าฟังก์ชันสุ่มถูกเปิดใช้งานจริงหรือไม่

ผลที่ตามมาคือ อุปกรณ์เปลี่ยนไปใช้ระบบสุ่มจากซอฟต์แวร์โดยอัตโนมัติ และนำข้อมูลอย่างหมายเลขซีเรียลของชิปกับค่าจากนาฬิกาภายในเครื่องมาใช้เป็นข้อมูลตั้งต้น

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ความลับ หมายเลขซีเรียลเป็นข้อมูลประจำชิปจากโรงงาน ส่วนค่าของนาฬิกาสามารถประมาณช่วงเวลาและลดขอบเขตการค้นหาได้ ทำให้ Seed Phrase ที่ควรคาดเดาไม่ได้ อาจถูกแฮกเกอร์คำนวณย้อนกลับจนพบกุญแจของกระเป๋าได้

Block สืบย้อนต้นตอของปัญหาไปถึงการแก้ไขโค้ด หรือ Code Commit เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2021 ก่อนถูกนำไปใช้ในเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 4.0.0 ซึ่งเปิดตัวภายในเดือนเดียวกัน

Coinkite เตือนผู้ใช้ Coldcard Mk3 เร่งตรวจสอบสินทรัพย์

หลังพบปัญหา Coinkite ออกคำเตือนถึงผู้ที่สร้าง Seed Phrase บน Coldcard รุ่น Mk3 ซึ่งใช้เฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 4.0.1 หรือใหม่กว่า ขณะที่รุ่น Mk4, Q และ Mk5 ยังไม่พบว่าได้รับผลกระทบตามการตรวจสอบเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม ทั้ง Coinkite และ Block ย้ำว่า การวิเคราะห์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดย Block ตัดสินใจเปิดเผยรายงานทันที ก่อนที่การทดสอบทั้งหมดจะเสร็จสิ้น เพราะช่องโหว่นี้ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงในทางทฤษฎีอีกต่อไป แต่มีการขโมย Bitcoin เกิดขึ้นจริงแล้ว

ความเสียหายอาจกว้างกว่ากระเป๋า 500 ใบ

ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Seed Phrase เพราะระบบสุ่มที่มีข้อบกพร่องยังถูกใช้สร้าง Private Key สำหรับ Paper Wallet, Seed-splitting Masks, Device Cloning Keys และฟังก์ชัน Key Teleport 

นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่กระเป๋ากว่า 500 ใบที่ถูกกวาดเงินไปแล้ว แต่อาจรวมถึงผู้ใช้อื่นที่เคยสร้างกุญแจด้วยเฟิร์มแวร์เวอร์ชันที่มีปัญหา และยังไม่รู้ว่ากระเป๋าของตัวเองอาจถูกคำนวณย้อนกลับได้

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า การเก็บ Bitcoin ไว้ใน Hardware Wallet ไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์จะปลอดภัยเสมอไป เพราะหาก Seed Phrase หรือ Private Key ถูกสร้างจากระบบที่มีข้อบกพร่อง ความปลอดภัยทั้งหมดอาจพังลงตั้งแต่วินาทีแรกที่สร้างกระเป๋า โดยที่ผู้ใช้งานไม่เคยรู้มาก่อน

ที่มา:coindesk


มุมมองผู้เขียน: เหตุการณ์นี้อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของวงการคริปโต แต่ยังถือว่าโชคดีที่ช่องโหว่ไม่ได้เกิดกับค่ายผู้ผลิต Hardware Wallet รายใหญ่ อาทิ Ledger และ Trezor ซึ่งนักลงทุนไทยใช้งานกันอย่างแพร่หลาย