สรุปข่าว
- Strategy ประกาศเปลี่ยนนโยบายจัดสรรเงินทุนใหม่ จากเดิมที่ทุ่มเงินเกือบทั้งหมดซื้อ BTC จะเปลี่ยนมาปรับสัดส่วน ระหว่าง BTC กับเงินสำรองดอลลาร์ให้ยืดหยุ่นตามสภาวะตลาดแทน
- Michael Saylor ยอมรับว่า ที่ผ่านมาประเมินมูลค่าของการถือเงินสดต่ำเกินไป และวางเกณฑ์ใหม่ โดยดูส่วนต่างราคา BTC เทียบกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์เป็นตัวชี้วัดหลัก
- ปัจจุบันบริษัท Strategy ถือ Bitcoin อยู่ 843,775 BTC ต้นทุนเฉลี่ยราว 75,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ และมีเงินสำรองดอลลาร์ 3.75 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งพอใช้จ่ายดอกเบี้ย และปันผลได้ 2.1 ปี
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
การเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้ไม่ได้แปลว่า Strategy จะเทขาย BTC หรือหยุดซื้อถาวร แต่เป็นการปรับจังหวะการซื้อให้ฉลาดขึ้น ตามสภาพตลาด ระยะสั้นตลาดอาจตีความไปทั้งสองทาง บางส่วนมองว่าเป็นสัญญาณระมัดระวัง เพราะบริษัทเริ่มกังวลเรื่องสภาพคล่อง ขณะที่บางส่วนมองว่า เป็นการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบขึ้น ซึ่งจะทำให้ Strategy สะสม BTC ได้อย่างยั่งยืนกว่าในระยะยาว
ตามรายงานผลประกอบการเมื่อวันที่ 30 ที่ผ่านมา บริษัท Strategy อธิบายว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการจัดสรรสัดส่วนสำหรับ Bitcoin และเงินดอลลาร์ที่ได้รับจากการระดมทุนในอนาคต จากเดิมที่เคยนำเงินทุนเกือบทั้งหมดที่ได้จากการระดมทุนไปซื้อ Bitcoin แต่หลังจากนี้ จะเปลี่ยนไปใช้นโยบายการปรับสัดส่วนระหว่าง BTC และเงินสำรองดอลลาร์ให้เหมาะสมตามสภาวะตลาด
โดย Michael Saylor ประธานกรรมการบริหาร ได้ออกมายอมรับว่า แม้ในอดีตเขาจะเคยเน้นย้ำเรื่องการซื้อ BTC อย่างต่อเนื่อง แต่นั่นทำให้เขามองข้าม และประเมินมูลค่าของการถือเงินสดต่ำเกินไป
โดยกล่าวว่า “ตอนที่เราจัดสรรเงิน 98% หรือ 99% ไปที่ BTC แล้วเหลือเงินดอลลาร์ไว้แค่ 1% ไม่มีใครกังขาในเรื่องนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน BTC, นักลงทุนในหุ้น หรือนักลงทุนฝั่งตราสารหนี้” พร้อมอธิบายว่า การพึ่งพา BTC มากเกินไปนั้น กลับส่งผลเสียในทางตรงกันข้าม
ทั้งนี้ ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2026 บริษัท Strategy ถือครอง Bitcoin อยู่ที่ 843,775 BTC โดยมีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 75,000 ดอลลาร์ต่อ BTC ซึ่งคิดเป็นต้นทุนรวมประมาณ 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์
ขณะที่มูลค่าประเมินของ BTC ที่ถือครอง ณ วันที่ 27 กรกฎาคม อยู่ที่ประมาณ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา บริษัท Strategy มีจำนวน Bitcoin เพิ่มขึ้นสุทธิ 83,901 BTC เติบโตขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นประมาณ 25% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD)
สถานะการเป็นผู้ถือครอง BTC รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มนักลงทุนสถาบันของโลก ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และการปรับเปลี่ยนนโยบายจัดสรรเงินทุนในครั้งนี้ ถือเป็นการทบทวนกลยุทธ์การลงทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาสถานะการถือครอง BTC มหาศาลนี้ไว้ ควบคู่ไปกับการปรับสัดส่วนเงินสำรองดอลลาร์ตามสภาวะตลาด
ปัจจัยเบื้องหลัง และเกณฑ์การตัดสินใจปรับสัดส่วนพอร์ต
หนึ่งในปัจจัยที่บริษัทใช้พิจารณาการจัดสรรเงินทุนคือ ส่วนต่างราคา (Premium) ของ Bitcoin เมื่อเทียบกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์
โดย Saylor เปิดเผยว่า บริษัทได้เผยแพร่อินดิเคเตอร์ตัวใหม่นี้ บนเว็บไซต์ของบริษัทเรียบร้อยแล้ว พร้อมระบุว่า หากส่วนต่างราคาพุ่งสูงขึ้น บริษัทจะหันไปจัดสรรเงินทุนไปไว้ในดอลลาร์มากขึ้น แต่หากมูลค่าเหรียญต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือมีส่วนต่างราคาน้อย บริษัทก็พร้อมจะลุยซื้อ BTC เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ภาระการจ่ายเงินปันผล และดอกเบี้ยที่เหลือ สำหรับผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ เช่น หุ้นบุริมสิทธิ ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจจัดสรรเงินทุนเช่นกัน
ปัจจุบัน บริษัทมีเงินสำรองดอลลาร์อยู่ที่ 3.75 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเพียงพอสำหรับจ่ายเงินปันผลและดอกเบี้ยได้นานถึง 2.1 ปี
ก่อนหน้านี้ Mr. Fong Li เคยกล่าวไว้ว่า ได้ตั้งเป้าหมายระยะเวลาการรองรับภาระดังกล่าวไว้ที่ “ระหว่าง 2 ถึง 3 ปี” และการเปลี่ยนแปลงนโยบายจัดสรรเงินทุนในครั้งนี้ ก็ถูกวางตำแหน่งให้เป็นมาตรการทางปฏิบัติการ เพื่อรักษาระดับดังกล่าวไว้
ในวันเดียวกัน Saylor ก็ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “วิธีที่ดีที่สุดในการซื้อ BTC ให้ได้มากที่สุด อาจเป็นการไม่ซื้อ BTC เพิ่มเลยก็เป็นได้” ซึ่งสะท้อนว่า ความสามารถในการปรับสัดส่วนอย่างยืดหยุ่น จะนำไปสู่การสะสม BTC ในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนยิ่งกว่า
- ที่มา : coinpost
- ที่มาภาพ : cryptoslate
มุมมองผู้เขียน : การปรับแผนของ Strategy ในครั้งนี้น่าจะช่วยให้บริษัทมีวินัยในการลงทุนมากขึ้น แทนที่จะเข้าซื้อตามอารมณ์หรือความรู้สึกเหมือนแต่ก่อน เพราะการทุ่มเงินไปถือสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงถึง 99% โดยไม่มีเงินสดสำรองไว้เป็นกันชนเลย ย่อมเสี่ยงมากที่จะสร้างปัญหา และกระทบต่อภาระทางการเงินในระยะยาว

