สรุปข่าว
- Coldcard เผชิญช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ส่งผลให้ Bitcoin สูญหายกว่า 1,082 BTC (ราว 2.3 พันล้านบาท) แม้ผู้เสียหายจะใช้อุปกรณ์ของแท้ และปฏิบัติตามแนวทางรักษาความปลอดภัยทุกขั้นตอน
- Joe Burnett จาก Strive แนะนำให้ผู้ถือ Bitcoin มูลค่าสูงพิจารณาใช้บริการผู้รับฝากสินทรัพย์ระดับสถาบัน ซึ่งมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ซับซ้อนกว่า
- ด้าน CZ ผู้ก่อตั้ง Binance มองว่า ไม่มีวิธีเก็บ Bitcoin ที่ปลอดภัย 100% พร้อมแนะให้กระจายสินทรัพย์ไว้ในกระเป๋าคริปโตหลายใบ เพื่อลดความเสี่ยง
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Joe Burnett รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ Bitcoin ของ Strive มองว่า ผู้ถือ Bitcoin มูลค่าสูงควรพิจารณาใช้บริการ Institutional Custodians หรือผู้รับฝากสินทรัพย์ระดับสถาบัน หลังเหตุแฮกฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard ที่ทำให้ Bitcoin สูญหายกว่า 1,082 BTC มูลค่าราว 2.3 พันล้านบาท โดย Burnett ชี้ว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนข้อจำกัดของการเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตนเอง ส่วน CZ ผู้ก่อตั้ง Binance มองว่าไม่มีวิธีใดปลอดภัย 100% และแนะนำให้กระจายสินทรัพย์ไว้ในกระเป๋าหลายใบเพื่อลดความเสี่ยง
เหตุการณ์แฮกฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard ล่าสุดที่ทำให้ Bitcoin สูญหายกว่า 1,082 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 2.3 พันล้านบาท กำลังจุดประเด็นถกเถียงครั้งใหม่ในวงการคริปโตว่า Self-custody หรือการเก็บสินทรัพย์ด้วยตนเอง ยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดหรือไม่
Joe Burnett รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ Bitcoin ของ Strive ถึงกับเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “หนึ่งในสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Bitcoin” พร้อมแนะนำว่า ผู้ถือครอง Bitcoin มูลค่าสูงควรพิจารณาใช้บริการ Institutional Custodians หรือผู้รับฝากสินทรัพย์ระดับสถาบัน แทนการพึ่งพาฮาร์ดแวร์วอลเล็ตเพียงอย่างเดียว
สาเหตุที่ Burnett แสดงจุดยืนเช่นนี้ เพราะผู้เสียหายในเหตุการณ์ครั้งนี้ใช้อุปกรณ์ของแท้ สร้าง Seed Phrase แบบออฟไลน์ และปฏิบัติตามแนวทางด้านความปลอดภัยทุกขั้นตอน แต่สุดท้ายก็ยังสูญเสียสินทรัพย์จากช่องโหว่ของตัวระบบเอง
รายงานระบุว่า แฮกเกอร์อาศัยข้อบกพร่องของกระบวนการสุ่มสร้าง Seed Phrase เพื่อเข้าถึง Private Key และขโมย Bitcoin ของผู้ใช้งาน โดยช่องโหว่ดังกล่าวอยู่ในเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 4.0.0 ที่ Coinkite ผู้ผลิต Coldcard เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2021 ก่อนจะออกแพตช์แก้ไขในเวอร์ชัน 4.21
Burnett มองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนข้อจำกัดของ Self-custody ที่ยังมี Single Point of Failure หรือจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียว กล่าวคือ หากองค์ประกอบสำคัญของระบบเกิดข้อผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ ก็อาจทำให้สินทรัพย์ทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยงได้ แม้ว่าผู้ใช้งานจะทำทุกอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเชื่อว่า ผู้รับฝากสินทรัพย์ระดับสถาบันอย่าง Fidelity และ BitGo มีระบบบริหารความเสี่ยงที่กระจายการป้องกันออกเป็นหลายชั้น จึงอาจเหมาะกับผู้ถือครอง Bitcoin มูลค่าสูงมากกว่าการเก็บรักษาด้วยตนเองเพียงวิธีเดียว
อย่างไรก็ตาม CZ ผู้ก่อตั้ง Binance มองต่างออกไป โดยระบุว่า ไม่มีวิธีใดปลอดภัย 100% พร้อมแนะนำให้ผู้ถือครองกระจายสินทรัพย์ไว้ในหลายกระเป๋าคริปโตเพื่อลดความเสี่ยง หากกระเป๋าใดกระเป๋าหนึ่งเกิดปัญหา
แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะสร้างความกังวลในวงการคริปโต แต่ราคา Bitcoin ยังเคลื่อนไหวบริเวณ 63,000 ดอลลาร์ ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Santiment ระบุว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนบนโซเชียลมีเดียต่อ Bitcoin ลดลงสู่ระดับติดลบมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความกังวลต่อความปลอดภัยของการเก็บรักษา Private Key
สำหรับ Strive เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ภายใต้ตัวย่อ ‘ASST’ โดยมี Matt Cole เป็นซีอีโอ และถือครอง Bitcoin จำนวน 20,000 BTC มูลค่าราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทติดอันดับ 7 ของบริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก
ก่อนหน้านี้ Burnett เคยประเมินว่า Bitcoin มีโอกาสแตะ 11 ล้านดอลลาร์ต่อ BTC ภายในไตรมาสแรกของปี 2036 โดยมองว่า การเติบโตของเทคโนโลยี AI อาจผลักดันให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืด และทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดอย่าง Bitcoin ในระยะยาว
มุมมองผู้เขียน: ข่าวนี้น่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นมากกว่าราคา Bitcoin แต่ในระยะยาว มีโอกาสที่ผู้ถือครองรายใหญ่จะหันมาใช้บริการรับฝากสินทรัพย์ระดับสถาบันมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนรายย่อยอาจให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงของกระเป๋าเงินมากกว่าการพึ่งพาวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ที่มา:cryptopolitan

