bitkub-banner

วิกฤต Coldcard ลามหนัก อุปกรณ์เสี่ยงโดนแฮกเกือบทุกรุ่น แม้มี Passphrase ก็ไม่รอด 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Coinkite เตือนผู้ใช้งานกระเป๋า Coldcard ให้เร่งทำการถอนสินทรัพย์ออก หลังถูกแฮกเกอร์สุ่มเจาะ private key ได้ แม้จะมีการตั้ง Passphrase เพิ่มเติม
  • Galaxy Research รายงานการโจมตีระลอกใหม่ ส่งผลให้นักลงทุนแห่ย้ายเงินหลบภัยจนที่อยู่กระเป๋าเงินที่เคลื่อนไหวพุ่งเฉียด 1 ล้านที่อยู่สูงสุดนับตั้งแต่ช่วง FTX
  • Eric Balchunas นักวิเคราะห์ ETF จาก Bloomberg ชี้ว่าเหตุการณ์นี้อาจทำให้ สถาบันกลายเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ไม่พร้อมเสี่ยง

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

วิกฤตความเชื่อมั่นในกรณีการแฮ็กกระเป๋าเงิน Coldcard ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ Galaxy ตรวจพบโจมตีระลอกที่ 4 ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีรายงานว่ากระเป๋าที่มีการตั้ง Passphrase ป้องกันอีกชั้น ได้ถูกเจาะเป็นที่เรียบร้อยเช่นกัน ทำให้นักเทรดเริ่มตื่นตระหนกกันอย่างหนักอยู่ในระดับเดียวกับเหตุการณ์ FTX ล่มสลาย

วิกฤตความเชื่อมั่นในกรณีการแฮ็กกระเป๋าเงิน Coldcard กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพบโจมตีระลอกที่ 4  และมีรายงานยืนยันแล้วว่า กระเป๋าที่มีการตั้ง Passphrase ป้องกันอีกชั้นก็อาจไม่รอดจากเหตุการณ์นี้

Alex Thorn หัวหน้าฝ่ายวิจัยแห่ง Galaxy Research ล่าสุดได้ออกมาเตือนว่า การโจมตีเพื่อขโมย Bitcoin ใน Coldcard hardware wallet ระลอกที่ 4 กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน หลังจากที่มีการตรวจพบแพทเทิร์นที่มีความเคลื่อนไหวใกล้เคียงกัน และมีธุรกรรมที่กำลังต่อคิวเพื่อรออนุมัติในการโอนเงินออก

เบื้องต้น Galaxy Research คาดการณ์ว่าสิ่งที่พวกเขาพบล่าสุดคือ การโจมตี “ระลอกที่ 4” ซึ่งพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้งานกระเป๋า Coldcard โดยเฉพาะ การโจมตีในครั้งนี้สร้างมูลค่าความเสียหายเพิ่มเติมประมาณ 388 BTC และมีกระเป๋าเงินที่ตกเป็นเหยื่อและได้รับผลกระทบไปแล้วถึง 462 ราย 

สัญญาณอันตรายที่น่ากลัวที่สุดในการโจมตีระลอกที่ 4 นี้คือ Passphrase อาจไม่ใช่เกราะป้องกันที่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป หากผู้ใช้งานตั้งรหัสผ่านที่อ่อนแอ โดยบัญชีผู้ใช้งานชื่อดังอย่าง BTC Sessions  ยืนยันว่าในช่วง 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา กระเป๋า Coldcard Mk3 ใบหนึ่งที่มีการตั้ง Passphrase 2 คำ ได้ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีในครั้งนี้ 

แม้ว่าวลี 2 คำนั้นจะไม่ใช่คำที่ซับซ้อน ไม่มีอักขระพิเศษ และง่ายต่อการถูกเจาะ แต่สิ่งนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ผู้โจมตีไม่ได้หยุดอยู่แค่การไล่สแกนหากระเป๋าที่มีชุดคำ Seed Phrase  อ่อนแอเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังหันมาใช้เทคนิค Brute Force หรือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สุ่มเดารหัสผ่านทุกรูปแบบอย่างรวดเร็วจนกว่าจะสำเร็จ 

เสี่ยงเกือบทุกรุ่น

ด้าน Coinkite บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่ถูกโจมตี ได้ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการผ่านเว็บบล็อกว่า กระเป๋าเงินตั้งแต่รุ่น Mk1 เป็นต้นไปล้วนเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยระดับความเสี่ยงจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่น 

รุ่นที่อยู่ในระดับวิกฤตและได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ Mk2 และ Mk3 เนื่องจากมีข้อบกพร่องในระบบการสุ่มรหัส ที่มีค่าความปลอดภัยเพียง 40 บิต หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วว่าถูกแฮกเกอร์เจาะระบบได้สำเร็จ 

สำหรับรุ่นที่ใหม่กว่าอย่าง Mk4, Mk5 และรุ่น Q แม้จะประเมินว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่า แต่ทางบริษัทก็ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยได้ 100% จึงได้ออกประกาศเตือนขั้นสูงสุดให้นักลงทุนเร่งโอนย้ายสินทรัพย์ออกจากกระเป๋าเงินทุกรุ่นโดยเร็วที่สุด 

ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลทำให้ปริมาณที่อยู่กระเป๋าเงิน Bitcoin ที่ถูกใช้งาน (Active) เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว และขยับตัวเลขจากเฉลี่ย 645,000 ที่อยู่ขึ้นมาถึงเกือบ 1 ล้านในเวลาอันสั้นจากความเสี่ยงที่น่าสะพรึงกลัวนี้ ในขณะที่ธุรกรรมรายย่อย Sub-1 BTC พุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ FTX ล่มสลาย

จากความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้น Eric Balchunas นักวิเคราะห์ ETF ชื่อดังจากสำนักข่าว Bloomberg ได้แสดงมุมมองที่น่าสนใจว่า ท้ายที่สุดแล้วนักลงทุนอาจถึงเวลาต้องปรับตัว และหันไปพึ่งพาการฝากสินทรัพย์ไว้กับสถาบันที่น่าเชื่อถืออย่าง Coinbase หรือกองทุน ETF แทน แม้จะต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมกว่า

แนวคิดนี้ถือว่าสวนทางกับปรัชญาดั้งเดิมของชาวคริปโทฯ สายฮาร์ดคอร์ ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์การถือครองและเก็บรักษาสินทรัพย์ด้วยตนเองอย่างสิ้นเชิง 

ในขณะเดียวกัน วิกฤตช่องโหว่ของกระเป๋าเงิน Coldcard ก็ยังคงลุกลามและสร้างความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ณ เวลาที่รายงาน มูลค่าความเสียหายรวมได้พุ่งทะลุ 1,367 BTC หรือคิดเป็นเม็ดเงินมหาศาลกว่า 88.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว