สรุปข่าว
- ธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของไทยอย่าง CLICX ได้เปิดให้บริการสินเชื่อพร้อมใช้เป็นวันแรกเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาโดยชูจุดเด่นเรื่องการอนุมัติไวภายในเวลาเพียงห้านาทีโดยไม่ต้องใช้เอกสารยืนยันรายได้ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนจำนวนมากแห่เข้าไปสมัครใช้งานอย่างล้นหลาม
- ทันทีที่ระบบเปิดให้สมัครใช้งานได้เกิดกระแสการพูดคุยบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวางเมื่อมีคนบางกลุ่มพยายามปลุกปั่นและเชิญชวนให้เข้ามากู้เงินแล้วตั้งใจเบี้ยวหนี้หรือที่เรียกกันว่าการบิดหนี้จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงพฤติกรรมการเป็นหนี้และวินัยทางการเงินของคนไทยในยุคปัจจุบัน
- ทางผู้บริหารระดับสูงของ CLICX ยืนยันว่าได้เตรียมมาตรการรับมือกับกลุ่มคนที่ตั้งใจฉ้อโกงไว้แล้วโดยมีทีมกฎหมายที่เข้มแข็งจากธนาคารแม่คอยดูแลในขณะที่หน่วยงานรัฐอย่างสภาพัฒน์ก็ออกมาเตือนให้ระวังปัญหาหนี้เสียที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในสภาวะที่หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งทะลุระดับ 86.7% ของจีดีพี
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากแม้กระแสการตั้งใจเบี้ยวหนี้บนโลกออนไลน์จะสร้างความกังวลต่อคุณภาพสินเชื่อของ Virtual Bank ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่แต่ทางผู้บริหารและกลุ่มผู้ถือหุ้นหลักที่มีประสบการณ์สูงได้เตรียมมาตรการทางกฎหมายเพื่อรับมือไว้แล้วซึ่งต้องติดตามผลลัพธ์ในระยะยาวต่อไป
CLICX ซึ่งเป็น Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของประเทศไทยภายใต้การร่วมทุนของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง KTB ร่วมกับ AIS และ OR ได้กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างหนักอีกครั้ง หลังจากเพิ่งเปิดตัวบริการสินเชื่อพร้อมใช้ไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา บริการนี้ชูจุดเด่นเรื่องความง่ายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

โดยผู้ใช้งานสามารถสมัครผ่านแอปพลิเคชันและทราบผลอนุมัติได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีโดยไม่ต้องใช้สลิปเงินเดือนหรือ Statement อาศัยเพียงข้อมูล Alternative Data จากพาร์ตเนอร์ในการประเมินความเสี่ยง ซึ่งความสะดวกสบายนี้ดึงดูดให้ประชาชนจำนวนมากที่เคยถูกปฏิเสธจากระบบธนาคารดั้งเดิมแห่เข้าไปกดสมัครขอสินเชื่อกันอย่างถล่มทลายตั้งแต่วันแรกที่เปิดระบบ

ทว่าความง่ายในการเข้าถึงเงินกู้กลับกลายเป็นดาบสองคมเมื่อเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์ ทันทีที่มีคนนำภาพการได้รับอนุมัติสินเชื่อไปโพสต์โชว์พร้อมกับข้อความในทำนองว่าเตรียมตัวกู้แล้วบิดหรือตั้งใจที่จะไม่จ่ายหนี้คืน กระแสดังกล่าวถูกส่งต่อและปลุกปั่นให้คนกลุ่มหนึ่งมองว่าการกู้เงินจาก Virtual Bank เป็นช่องทางหาเงินฟรีโดยไม่ต้องรับผิดชอบ จนเกิดการถกเถียงกันสนั่นโซเชียลถึงเรื่องตรรกะวิบัติและพฤติกรรมการเป็นหนี้ที่ไม่เหมาะสม หลายคนตั้งคำถามถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่ฝังรากลึกและเตือนสติกลุ่มคนที่คิดจะเบี้ยวหนี้ว่าจะต้องเผชิญกับผลกระทบทางกฎหมายที่รุนแรงและอาจถูกแบล็กลิสต์ประวัติเครดิตจนหมดอนาคตทางการเงินไปตลอดชีวิต

จากประเด็นร้อนแรงและพฤติกรรมสุดโต่งดังกล่าว สุพร สุนทรโลหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CLICX ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่าทางธนาคารได้คาดการณ์และเตรียมการรับมือกับกลุ่มคนที่ตั้งใจเข้ามากู้แล้วเบี้ยวหนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งชาวเน็ตหลายคนต่างออกมาร่วมแสดงความเห็นว่าทีมกฎหมายของ KTB ที่เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นมีความเด็ดขาดและมีประสบการณ์สูงมากในการติดตามทวงถามหนี้ รวมถึงมีกระบวนการฟ้องร้องเพื่อยึดทรัพย์จากกรณีหนี้เสียที่เข้มงวด ทำให้กลุ่มคนที่กำลังคึกคะนองและคิดจะบิดหนี้อาจจะต้องคิดหนักหากต้องเผชิญหน้ากับกระบวนการทางกฎหมายของจริงที่ไม่ได้ง่ายเหมือนการโพสต์เอาสนุกบนโซเชียลมีเดีย
ปัญหาการตั้งใจเบี้ยวหนี้นี้ยังไปสอดคล้องกับความกังวลของสภาพัฒน์ที่เคยออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่า การเกิดขึ้นของ Virtual Bank จะทำให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นมากซึ่งอาจทำให้ผู้กู้บางส่วนเข้าสู่วงจรหนี้ได้ง่ายเกินไปจนขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะในสภาวะปัจจุบันที่หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 86.7% ต่อจีดีพีและมีมูลค่าหนี้เสียสะสมมหาศาล การปล่อยสินเชื่อโดยอาศัยข้อมูลทางเลือกแม้จะเป็นการสร้างโอกาสให้กลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงบริการธนาคารแบบเดิม แต่ก็มีความท้าทายอย่างยิ่งในการคัดกรองคุณภาพลูกค้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียลุกลามเหมือนที่เคยพบในต่างประเทศ
มุมมองส่วนตัวประเมินว่ากระแสการกู้แล้วบิดที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความไม่รู้เท่าทันทางการเงินและวินัยการออมที่เปราะบางของคนไทยบางกลุ่ม การที่ผู้ให้บริการพยายามนำเทคโนโลยี AI และ Data มหาศาลจากเครือข่ายโทรคมนาคมและสถานีบริการน้ำมันเข้ามาช่วยทลายกำแพงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนถือเป็นเรื่องที่ดีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานราก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบททดสอบสุดหินของ CLICX ว่าโมเดลการประเมินความเสี่ยงที่สร้างขึ้นมานั้นจะสามารถกรองกลุ่มคนที่มีเจตนาฉ้อโกงแฝงตัวมาได้อย่างแม่นยำแค่ไหน หากสามารถควบคุมตัวเลข NPL ให้อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้และจัดการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้บิดหนี้ให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่างได้สำเร็จ ก็จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่และลบคำสบประมาทเกี่ยวกับความเสี่ยงของธนาคารไร้สาขาในประเทศไทยได้อย่างสง่างาม

