สรุปข่าว
- Binance Research ชี้ว่า Gen Z มีความถี่ในการเทรดน้อยกว่าคนรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสัดส่วนเป็นผู้ซื้อสุทธิสูงถึง 76% และมีถึง 22% ที่ไม่เคยส่งคำสั่งขายหุ้นเลย
- Gen Z สูงถึง 88-98% หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ ETF ที่มีเลเวอเรจ โดยใช้วิธีทยอยสะสมแทนการเก็งกำไรความถี่สูงเพื่อหวังผลตอบแทนระยะสั้น
- แม้ Binance จะตั้งข้อสังเกตว่ายังต้องเก็บข้อมูลระยะยาวเพิ่มเติม แต่ก็เริ่มเห็นเค้าลางของการปรับพฤติกรรมไปสู่การจัดสรรสินทรัพย์ภาพรวมมากกว่าเดิม
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Binance Research เผยพฤติกรรมการลงทุนของกลุ่ม Gen Z ที่หักล้างความเชื่อเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยพบว่าไม่ได้เป็นนักเทรดความถี่สูงหรือชอบเสี่ยงโชค แต่กลับเน้นการลงทุนระยะยาวและถือครองสินทรัพย์อย่างอดทน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 22% ที่ไม่เคยตั้งคำสั่งขายหุ้นเลย ยิ่งไปกว่านั้นกว่า 88% ปฏิเสธการใช้ ETF ที่มีเลเวอเรจ แล้วหันมาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน ETF แบบมาตรฐาน สะท้อนการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเลือกหุ้นรายตัวไปสู่การกระจายความเสี่ยงในภาพรวม
หากพูดถึงการลงทุน ไม่ว่าใครก็ตามที่กลายมาเป็นนักลงทุนนั้นก็ต่างล้วนแล้วแต่อยากจะได้ผลกำไรงอกงามขนิดที่ว่ายิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเพราะนับวันเงินก็เริ่มเฟ้อขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวัยรุ่น GenZ จำนวนไม่น้อยต่างมองการลงทุนเป็นทางออกของชีวิตที่ถูกบีบคั้นจากสังคม แต่ผลวิจัยล่าสุดของทาง Binance Research กลับบอกผลตรงกันข้ามอย่างไม่น่าเชื่อ
ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นเลือดร้อน หลายคนอาจมองว่า Gen Z เป็นวัยที่กล้าเสี่ยงกล้าลงทุนบ่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่าคนในเจเนอเรชันนี้กลับมี “ความถี่” ของการลงทุนที่น้อยกว่าคนวัยทำงานในเจนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
แทนที่จะทุ่มเงินทุนใหม่ไปที่หุ้นเดี่ยวหรือผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราเลเวอเรจสูง Gen Z กลับใช้วิธีทยอยสะสมโพสิชันการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น และค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนการใช้งานกองทุน ETF ขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ถือทนไม่แพ้ใคร
หนึ่งในสิ่งที่น่าตกใจที่สุดของการค้นพบครั้งนี้คือการที่ 22% ของกลุ่มตัวอย่าง Gen Z ไม่เคยตั้ง “คำสั่งขายหุ้น” เลยสักครั้ง หมายความว่านักลงทุนกลุ่มดังกล่าวได้มองข้ามความผันผวนในระยะสั้นไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย
เมื่อเทียบกันแล้ว สัดส่วนของผู้ลงทุนที่ไม่เคยสั่งขายเลยคิดเป็น 19% สำหรับกลุ่ม Gen X และมีเพียง 9% สำหรับกลุ่ม Baby Boomers แม้ว่ากลุ่ม Millennials จะเป็นผู้นำกลุ่มนี้ด้วยสัดส่วนที่สูงถึง 30% ก็ตาม
สำหรับกลุ่มหุ้นแบบโทเคน (bStocks) บัญชีที่มีพฤติกรรมซื้ออย่างเดียวจะส่งคำสั่งซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 1.63 ครั้งต่อเดือน เมื่อเทียบกับผู้ใช้งานทั่วไปที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.45 ครั้ง และมีเพียง 0.1% เท่านั้นของบัญชีกลุ่มนี้ที่ถูกจัดอยู่ในประเภทการส่งคำสั่งซื้อขายด้วยความถี่สูง
ด้านขนาดของการสั่งซื้อก็เป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดที่น่าสนใจ โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อรายการที่สูงที่สุดในกลุ่มหุ้นที่ซื้อขายโดยตรงเกิดขึ้นในกองทุน dividend ETF อย่าง SCHD ซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ $16,567 ตามมาด้วยหุ้น Broadcom ที่ $12,370 ในขณะที่ยอดเงินลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีระดับท็อปที่ได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับต้นๆ กลับมีขนาดรายการที่เล็กลงกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน รายงานยังมีการเปิดเผยอีกว่ากลุ่ม Gen Z มีสัดส่วนในการเป็น “ผู้ซื้อสุทธิ” สูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น โดยคิดเป็น 76% เมื่อเทียบกับ Gen Y ที่มีสัดส่วนเพียง 67%
เน้นปั้นพอร์ตไม่เน้นเทรด
ข้อมูลมีการเปิดเผยว่าบัญชีของ Gen Z มีการเทรดเฉลี่ย 13 ครั้งบน TradFi เมื่อเทียบกับ Gen Y ที่ 17 ครั้ง และ Gen X ที่ 16.5 ครั้ง ตามด้วยเบบี้บูมเมอร์ที่ 19 ครั้ง แต่หากนับในส่วนของหุ้นโทเคนแล้วปริมาณการเทรดจะยิ่งลดต่ำลงไปอีกเหลือเพียงแค่ 3 ครั้งต่อเดือนเท่านั้น
หลักฐานยังบ่งชี้อีกว่า กลุ่มสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มีวันหมดอายุในฝั่งการเงินดั้งเดิม บัญชีของผู้ลงทุน Gen Z สูงถึง 88.2% ไม่เคยใช้กองทุน ETF ที่มีเลเวอเรจเลย และสำหรับหุ้นแบบโทเคนตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นไปถึง 98.9%
เมื่อนักลงทุนรุ่นใหม่เลือกใช้เลเวอเรจ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อการเทรดระยะสั้น โดยสัญญาเหล่านี้คิดเป็น 9.25% ของปริมาณการซื้อขายหมุนเวียน ในกลุ่มหุ้นที่ซื้อขายโดยตรงของ Gen Z ในช่วงเดือนกรกฎาคม แต่กลับคิดเป็นเพียง 3.93% ของเงินทุนไหลเข้าสุทธิเท่านั้น และสัดส่วนในการเคลื่อนย้ายเงินทุนสุทธิก็ลดลงไปอีกเหลือเพียง 2.65% ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม
Gen Z สนใจ ETF มากขึ้นเรื่อยๆ
ในประเด็นสุดท้ายของงานวิจัยมีการเผยว่า กระแสเงินทุนกำลังค่อยๆ หมุนเวียนไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น สัดส่วนของกองทุน ETF แบบมาตรฐานในปริมาณการซื้อขายหมุนเวียนของกลุ่ม Gen Z ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 14.6% ในเดือนมิถุนายน มาเป็น 21.4% ในเดือนกรกฎาคม และพุ่งแตะระดับ 25% ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ขณะที่สัดส่วนดังกล่าวของกลุ่ม Gen Y อยู่ที่เพียง 9.5% เท่านั้น
แนวโน้มนี้ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแม้ว่าระดับการลงทุนในภาพรวมจะลดลงก็ตาม ในเดือนกรกฎาคม เงินทุนลงทุนรวมทั้งหมดหดตัวลง 17.4% แต่กระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิในกองทุน ETF แบบไม่มีเลเวอเรจกลับลดลงเพียง 2% เท่านั้น ในทางตรงกันข้าม การลงทุนในหุ้นเดี่ยวลดลงถึง 20.4% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ประเภทเลเวอเรจดิ่งลงหนักที่สุดถึง 28.5%
ประเด็นนี้ถือเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดในรายงานวิเคราะห์ของ Binance Research โดยข้อมูลไม่ได้บ่งชี้ว่ากลุ่ม Gen Z จะกลายเป็นนักลงทุนสายอนุรักษนิยมที่เน้นความปลอดภัยไปในทันที หากแต่เป็นการตั้งคำถามต่อสมมติฐานเดิมที่เคยเชื่อว่าผู้เล่นรุ่นใหม่ใช้แพลตฟอร์มทางการเงินเพื่อการเทรดระยะสั้นที่มีความเสี่ยงสูงเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี Binance Research ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ระยะเวลาการศึกษานี้ยังสั้นเกินกว่าจะนำมาสรุปผลได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากบริการเทรดหุ้นโดยตรงเพิ่งจะมีขนาดใหญ่พอที่จะศึกษาเชิงปริมาณได้เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา ทำให้มีข้อมูลในการวิเคราะห์เพียงไม่กี่เดือน
ทั้งนี้ หากการเติบโตของสัดส่วนกองทุน ETF ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ก็จะกลายเป็นหลักฐานสนับสนุนที่แน่นหนายิ่งขึ้นว่า พฤติกรรมของนักลงทุนรุ่นใหม่กำลังปรับเปลี่ยนจากการเลือกหุ้นรายตัว ไปสู่การจัดสรรเงินทุนในภาพรวมที่ครอบคลุมและหลากหลายยิ่งขึ้น
ที่มา: Cryptodnes
มุมมองผู้เขียน : ผลวิจัยนี้สะท้อนว่าการเติบโตมาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ บีบให้ Gen Z เรียนรู้ที่จะเน้นความต้านทานความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงระยะยาว ผ่านการจัดสรรสินทรัพย์ เป็นสัญญาณชัดเจนว่านักลงทุนรุ่นใหม่กำลังมองตลาดทุนเป็นเครื่องมือออมเงินเพื่อความยั่งยืน มากกว่าจะเป็นสนามเสี่ยงโชคเพื่อรวยทางลัด

