bitkub-banner

FED เตือน ตลาดหุ้นสหรัฐ กำลังจะซ้ำรอยเหตุการณ์ฟองสบู่ดอทคอม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐอย่าง S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่จนทำให้ระดับการประเมินมูลค่าพุ่งเข้าใกล้ช่วงฟองสบู่ดอทคอมในยุคทศวรรษ 1990 ขณะที่อัตราส่วน Shiller CAPE พุ่งแตะระดับ 41.4
  • การลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ผลักดันให้สัดส่วนการลงทุนด้านเทคโนโลยีต่อจีดีพีสูงกว่าจุดสูงสุดในอดีตจนเกิดคำถามว่าผลกำไรในอนาคตจะเติบโตได้ทันกับมูลค่าหุ้นในปัจจุบันหรือไม่
  • แม้ว่าบริษัทเทคโนโลยียุคนี้จะมีความแข็งแกร่งด้านกระแสเงินสดและผลกำไรที่แท้จริงมากกว่าบริษัทเก็งกำไรในอดีต แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุสามสิบปีที่พุ่งสูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยท้าทายที่อาจกดดันมูลค่าของสินทรัพย์เสี่ยง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

เนื่องจากเป็นคำเตือนเชิงโครงสร้างและมูลค่าในตลาดหุ้นดั้งเดิมของสหรัฐ แม้ความผันผวนจากการประเมินมูลค่าที่สูงเกินไปของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการเปิดรับความเสี่ยงในภาพรวม แต่ก็ไม่ได้สร้างแรงกระทบโดยตรงต่อปัจจัยพื้นฐานของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

ความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นสหรัฐกำลังถูกนำไปเปรียบเทียบกับวิกฤติฟองสบู่ดอทคอมอีกครั้ง หลังจากมีคำเตือนจากทางธนาคารกลางสหรัฐหรือ FED ที่ระบุว่าระดับการประเมินมูลค่าหุ้นในปัจจุบันได้ขยับเข้าใกล้ระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดกระแสบูมของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วงปลายทศวรรษ 1990 คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ดัชนีหุ้นสหรัฐยังคงเดินหน้าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยดัชนี S&P 500 เพิ่งปิดตลาดที่ระดับสูงสุดใหม่ 7,798.99 จุด หรือเพิ่มขึ้นราว 14 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026 ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ท่ามกลางกระแสเงินลงทุนที่ยังคงไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าวิกฤติฟองสบู่ดอทคอมในอดีตจะเกิดจากความคลั่งไคล้ในบริษัทอินเทอร์เน็ตที่ยังไม่มีกำไรจริงก่อนจะพังทลายลงในปี 2000 แต่ตลาดในปัจจุบันมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ส่วนใหญ่มีผลกำไรที่แข็งแกร่งและสร้างรายได้พร้อมกระแสเงินสดมหาศาล อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องการประเมินมูลค่าที่แพงเกินไปยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราส่วน Shiller CAPE ซึ่งเปรียบเทียบราคาหุ้นกับกำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว ได้พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 41.4 ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากในเชิงประวัติศาสตร์ และสะท้อนว่านักลงทุนกำลังยอมจ่ายในราคาพรีเมียมเมื่อเทียบกับกำไรในระยะยาว

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดในรอบนี้คือกระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ การจัดซื้อชิปประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานระบบประมวลผล

ข้อมูลจาก Goldman Sachs ระบุว่าสัดส่วนการลงทุนด้านเทคโนโลยีของสหรัฐเมื่อเทียบกับจีดีพีได้พุ่งแซงหน้าจุดสูงสุดในยุค 1990 ไปแล้ว และแผนการใช้จ่ายด้านคลาวด์ในปี 2026 ก็เพิ่มขึ้นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์จากการประเมินเมื่อหกเดือนก่อนหน้า การใช้จ่ายจำนวนมหาศาลนี้ได้สร้างความคาดหวังต่อกำไรจาก AI ไว้อย่างสูง

ซึ่งหากการเติบโตของผลกำไรไม่เร็วพอที่จะรองรับการประเมินมูลค่าในระดับสูง หรือหากเกิดการชะลอตัวของการลงทุน ก็อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นพึ่งพาผลงานของหุ้นบิ๊กแคปเพียงไม่กี่ตัว ยิ่งไปกว่านั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษยังเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันที่ทำให้หุ้นมีความน่าดึงดูดลดลง

ที่มา: businessupturn


มุมมองส่วนตัวประเมินว่า คำเตือนเรื่องมูลค่าหุ้นที่เข้าใกล้ระดับฟองสบู่ดอทคอมเป็นสัญญาณเตือนที่นักลงทุนควรให้ความระมัดระวัง แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันจะแข็งแกร่งกว่าในอดีตมาก แต่ความคาดหวังที่ถูกตั้งไว้สูงลิบลิ่วและการกระจุกตัวของมูลค่าตลาดในหุ้นกลุ่มผู้นำเพียงไม่กี่ตัวทำให้ตลาดมีความเปราะบางต่อความผิดหวังด้านผลประกอบการ หากเม็ดเงินเริ่มมีความกังวลต่อการประเมินมูลค่าที่สูงเกินไปของหุ้นเทคโนโลยีและพันธบัตร นักลงทุนอาจเริ่มมองหาการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ทางเลือกอื่นที่มีการเติบโตของนวัตกรรมอย่างคริปโตเคอร์เรนซีเพื่อสร้างสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาว