สรุปข่าว
- ราคาทองคำสปอตพุ่งขึ้นแตะระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ใกล้จุดสูงสุดในรอบสองเดือน หลังทะยานขึ้นกว่า 4% เพียงวันเดียวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
- แรงหนุนหลักมาจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นเท่าตัว บวกกับหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงสู่จุดต่ำสุดในรอบสามเดือน
- ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำต่อเนื่อง โดยจีนซื้อสะสมมาแล้ว 21 เดือนติดต่อกัน เป็นแรงหนุนสำคัญที่อาจพาราคาทองคำกลับไปแตะ 5,000 ดอลลาร์ได้ก่อนสิ้นปี
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bullish
ปัจจัยแวดล้อมทั้งสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น หนี้สาธารณะที่พุ่งไม่หยุด ดอลลาร์อ่อนค่า และแรงซื้อจากธนาคารกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะชะลอ ล้วนเอื้อต่อทิศทางขาขึ้นของทองคำในระยะสั้นถึงกลาง แม้ราคาจะยังห่างจากจุดสูงสุดเดิมอยู่พอสมควร
ราคาทองคำสปอต พุ่งขึ้นมาเคลื่อนไหวอยู่ระดับ $4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เล็กน้อยในวันพฤหัสบดี ซึ่งใกล้เคียงกับจุดสูงสุดในรอบสองเดือน โดยราคาได้ขยับขึ้นไปแตะระดับ $4,525 ในช่วงก่อนหน้า หลังปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงมากกว่า 4% เมื่อวันพุธ

ราคาทองคำเกือบแตะระดับ 4,525 ดอลลาร์ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แหล่งที่มาของภาพ: Trading Economics
ซึ่งการพุ่งขึ้นรอบนี้ส่งผลให้ราคาทองคำทะลุเป้าหมายระยะสั้นในไตรมาส 4 ปี 2026 ของ JPMorgan ที่เคยปรับลดลงมาอยู่ที่ $4,500 จากเดิมที่เคยตั้งไว้สูงถึง $6,000 ได้สำเร็จ
ขณะเดียวกัน การที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวขึ้นเป็นเท่าตัว จนส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง ก็ได้จุดกระแสความคาดหวังอีกครั้งว่า ราคาทองคำอาจพุ่งกลับไปแตะระดับ $5,000 ต่อออนซ์ ได้ก่อนสิ้นปี 2026
หลังจากที่ราคาทองคำเคยสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ $5,300 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ก่อนจะร่วงลงอย่างรุนแรงกว่า 25% ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา
ซึ่งตัวเลขคาดการณ์จาก JPMorgan และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่มักมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ โดย JPMorgan ได้ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำเฉลี่ยทั้งปี ลงมาอยู่ที่ $5,243 จากเดิม $5,708 พร้อมหั่นเป้าหมายในไตรมาส 4 เหลือเพียง $4,500 เนื่องจากอุปสงค์จากผู้ซื้อรายใหญ่เริ่มชะลอตัวลง
เช่นเดียวกับ Goldman Sachs ที่ปรับลดเป้าหมายสิ้นปีลงเหลือ $4,900 จากเดิมที่อยู่ที่ $5,400 แต่ทาง BloFin Research ให้มุมมองเปรียบเทียบว่า แม้ราคาทองคำในปัจจุบันจะยังต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อเดือนมกราคมอยู่ราว 21% แต่อัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างดัชนี S&P 500 ต่อทองคำกลับดีดตัวขึ้นมาแล้วถึงประมาณ 40% ในปีนี้
ปัจจัยเร่งที่ดันราคาทองคำ ให้กลับมาเป็นขาขึ้น
การพุ่งขึ้นของราคาทองคำในรอบนี้ได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัยหลัก ได้แก่
1. การอัดฉีดสภาพคล่องของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง Scott Bessent ได้ประกาศเพิ่มวงเงินเข้าซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ถึง 30 ปีขึ้นเป็นเท่าตัว เพื่อเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องในระบบ โดยปรับเพิ่มจากเดิมครั้งละ $2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นขั้นต่ำ $4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรย่อตัวลง และช่วยผ่อนคลายแรงกดดันในตลาดหนี้ลงได้
2. หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ $40 ล้านล้าน
ยอดหนี้สินเชื่อของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้พุ่งขึ้นสู่ระดับประวัติการณ์ใหม่แตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้ว โดยภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ ก็สูงถึง 6.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวได้แซงหน้างบประมาณที่ใช้ในโครงการสวัสดิการการรักษาพยาบาล ซึ่งอยู่ที่ 5.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
3.เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน ส่งผลให้ราคาทองคำ ซึ่งซื้อขายและอ้างอิงเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มีราคาที่ถูกลง และมีความน่าดึงดูดใจมากยิ่งขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
4.ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed
รายงานการประชุม Fed เผยให้เห็นความเห็นที่ยังคงแตกแยกโดยข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ชี้ว่า นักเทรดคาดการณ์โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอยู่ที่ 32.7% และอีก 67.3% มีการคาดการณ์ว่า จะมีการคงอัตราดอกเบี้ยไว้
ทั้งนี้ สัญญาฟิวเจอร์สทองคำ เดือนธันวาคมปรับตัวขึ้น 0.6% มาอยู่ที่ $4,569.80 ขณะที่ราคาแร่เงิน (Silver) ก็ขยับขึ้น 0.2% มาอยู่ที่ $67.06 ต่อออนซ์
เงื่อนไขสำคัญที่จะพาทองคำพุ่งแตะ $5,000
ฐานแรงหนุนที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบันมาจาก “การเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก” โดยสภาทองคำโลก (World Gold Council) รายงานว่า ปริมาณการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลาง เพิ่มขึ้นถึง 62% ในไตรมาสที่ผ่านมา นำโดยธนาคารกลางจีนที่เดินหน้าซื้อสะสมอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 ติดต่อกัน พร้อมด้วยอีกหลายประเทศ เช่น โปแลนด์ คาซัคสถาน และสาธารณรัฐเช็ก
อย่างไรก็ตาม การที่ราคาทองคำ จะพุ่งทะลุไปแตะระดับ $5,000 ต่อออนซ์ ได้นั้น จำเป็นต้องมีปัจจัยเร่งเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการที่ Fed ปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงิน ไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยอย่างชัดเจน ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yields) ลดลง จนทำให้ทองคำมีความน่าดึงดูดมากกว่าพันธบัตร
รวมถึงการอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ปัญหาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งสภาวะการคลังที่ย่ำแย่ลงจากวิกฤตหนี้สาธารณะ $40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา : beincrypto
มุมมองผู้เขียน : ปัจจัยพื้นฐานตอนนี้เอื้อต่อทองคำมากกว่าช่วงต้นปีพอสมควร โดยเฉพาะแรงซื้อของธนาคารกลางที่ดูจะเป็นแรงหนุนระยะยาวจริง ๆ ไม่ใช่แค่กระแสระยะสั้น แต่จุดที่ต้องจับตาคือ ท่าทีของ Fed ในเดือนกันยายน หากยังคงดอกเบี้ยไว้เหมือนที่ตลาดคาด โอกาสที่ทองคำจะไต่กลับไปแตะ 5,000 ดอลลาร์ก็มีความเป็นไปได้สูงขึ้น แต่ถ้า Fed ส่งสัญญาณแข็งกร้าวขึ้นมา ราคาทองคำก็อาจแกว่งกลับลงมาพักฐานได้เช่นกัน

